วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เสา

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ สมาชิกบ้านแสนสบายทุกท่าน

เสา นั้นถือเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบของ โครงสร้างบ้าน ที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักแนวดิ่งจากโครงสร้างส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักจากหลังคา ผนัง พื้น คาน แล้วถ่ายน้ำหนักเหล่านั้นลงสู่ฐานรากน่ะนะคะ

เสานั้นสามารถทำขึ้นได้ด้วยวัสดุถึง 3 ประเภทด้วยกันค่ะ และแต่ละประเภทก็สามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้โดยการอาศัยหลักการคำนวนทางวิศวกร นั่นก็คือ เสาไม้ เสาเหล็ก และเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก

ในอดีตของเมืองไทยของเรา มักนิยมที่จะใช้เสาไม้เนื่องจากเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย สามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างบ้านได้หลากหลาย ทั้งยังมีความแข็งแรงคงทนอยู่ได้หลายสิบปี หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป และมีวัสดุชนิดอื่น ๆ ให้เลือกใช้งานได้มากขึ้น เสาที่ทำขึ้นจากเหล็ก และคอนกรีตเสริมเหล็กก็เริ่มเข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อสร้างบ้านที่มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างตะวันตกและตะวันออก หรือบ้านที่ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูน ซึ่งสามารถใช้เสาเหล็กและเสาคอนกรีตเสริมเหล็กมาเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างได้อย่างลงตัว และเนื่องจากเสามีหน้าที่สำคัญในการรับน้ำหนักของบ้านดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น การวางตำแหน่งและกระบวนการหล่อ,ตั้งเสา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าวางเสาถี่เกินไปก็จะทำให้เปลืองฐานราก และยากต่อการใช้สอยพื้นที่เนื่องจากติดเสาที่มีจำนวนถี่เกินไป โดยระยะห่างของเสาที่เป็นมาตรฐานนั้น จะอยู่ที่ประมาณ 2-4 เมตรน่ะนะคะ









วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตอม่อ

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

ตอม่อ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า เสาตอม่อ นั้นเป็นส่วนประกอบอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีความสำคัญสำหรับโครงสร้างอาคารบ้านเรือนทุกหลังน่ะนะคะ หน้าที่ของตอม่อ ก็คือเป็นส่วนที่รับน้ำหนักจากเสาและตัวอาคารเหนือพื้นดิน เพื่อถ่ายเทน้ำหนักนั้นลงสู่ฐานราก และเป็นตัวปรับระดับความสูง-ต่ำของระดับพื้นบ้าน ให้ได้ตามระดับที่กำหนดในแบบก่อสร้าง



โดยทั่วไปเสาตอม่อจะจมอยู่ใต้ดินค่ะ เราลองมาดูขั้นตอนการทำเสาตอม่อกันนะคะ

1. การจะทำเสาตอม่อนั้น ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ในตอนก่อสร้างฐานรากของอาคารบ้านเรือนเลยก็ว่าได้ค่ะ โดยเราจะวางเหล็กเสริมเสาตอม่อไปพร้อมกับฐานราก และตรวจสอบให้เสาตอม่ออยู่กึ่งกลางฐานรากไม่ให้เกิดการเยื้องศูนย์

2. ทำการหาแนวสำหรับติดตั้งไม้แบบเสาตอม่อเพื่อประกอบแบบหล่อ

3. ติดตั้งแบบหล่อเสาตอม่อตามแบบก่อสร้าง และติดตั้งค้ำยัน จากนั้นหาระดับความสูงของเสาตอม่อโดยเทียบกับระดับ + 0.00 ซึ่งระดับที่ได้นี้จะเป็นระดับการเทคอนกรีตด้วย

4. เทคอนกรีตที่มีกำลังอัดตามที่แบบก่อสร้างระบุ เพื่อหล่อเสาตอม่อให้ได้ระดับที่ต้องการพร้อมกับการทำให้คอนกรีตแน่นตัวโดยใช้เครื่องสั่นคอนกรีต

5. ทิ้งไว้ให้คอนกรีตแข็งตัวประมาณ 2 วันค่ะ เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้ว ก็สามารถถอดไม้แบบออกได้ จากนั้นทำการบ่มคอนกรีตโดยจะใช้วิธีบ่มชื้นหรือใช้พลาสติกคลุมหรือใช้น้ำยาบ่มคอนกรีตก็ได้

6. เมื่อทำฐานรากและเสาตอม่อเรียบร้อยแล้ว จึงทำการถมดินฐานราก ปรับระดับ เพื่อทำการก่อสร้างคาน พื้น เสา ซึ่งเป็นโครงสร้างเหนือพื้นดินกันต่อไปน่ะนะคะ




ภาพประกอบจาก bloggang.com/viewblog.php?id=mynewhome&group=1&page=5


วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ประเภทของเสาเข็ม

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

เสาเข็ม นั้น คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างใต้ดินของอาคารบ้านเรือนที่มีความสำคัญในการช่วยรับน้ำหนักของตัวอาคารเหนือพื้นดินและถ่ายเทน้ำหนักนั้นลงสู่ดินนั่นเองค่ะ โดยเราสามารถแบ่งประเภทของเสาเข็มได้เป็น 3 ชนิดด้วยกันดังนี้

1. เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง

เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง เป็นเสาเข็มที่ใช้กันแพร่หลายสำหรับอาคารพาณิชย์ และบ้านพักอาศัยทั่วไปค่ะ มีลักษณะเป็นเสาคอนกรีตที่ทำจากปูนซีเมนต์ชนิดแข็งตัวเร็ว และโครงเหล็กภายในทำจากลวดเหล็กอัดแรงกำลังสูง กรรมวิธีที่ใช้ในการลงเสาเข็มจะเป็นการตอกกระแทกลงไปในดินโดยใช้ปั้นจั่น ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และประหยัดค่าใช้จ่าย เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง สามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีก ตามรูปร่างลักษณะของตัวเสาเข็มที่ใช้กันแพร่หลาย ได้แก่

1.1 เสาเข็มรูปตัวไอ
1.2 เสาเข็มสี่เหลี่ยมตัน
1.3 เสาเข็มหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยมชนิดกลวง
1.4 เสาเข็มรูปตัวที

ชนิดของเสาเข็มที่ใช้สำหรับรับน้ำหนักของตัวบ้านโดยทั่วไปจะเป็นเสาเข็มรูปตัวไอ ส่วนขนาด และความยาวนั้น ขึ้นอยู่กับวิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนด ส่วนเสาเข็มหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยมชนิดกลวง หรือเสาเข็มรูปตัวทีนั้นมักจะใช้กับงานโครงสร้างที่เล็กกว่า หรือต้องการรับน้ำหนักน้อยกว่า เช่น งานฐานรากของรั้ว เป็นต้น


2. เสาเข็มเจาะ

เสาเข็มเจาะ เป็นเสาเข็มอีกประเภทหนึ่งซึ่งแตกต่างกับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงในลักษณะของการใช้งานค่ะ กรรมวิธีในการทำเสาเข็มเจาะค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน และต้องทำ ณ สถานที่จริงเลย โดยใช้เครื่องมือเจาะขุดดินลงไป ให้ได้ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางและความลึกของเสาเข็มตามที่กำหนด จากนั้นจึงใส่เหล็กเสริม และเทคอนกรีตลงไปเพื่อหล่อให้เป็นเสาเข็ม การใช้เสาเข็มเจาะ จะไม่ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอันอาจเป็น อันตรายต่ออาคารข้างเคียง เพราะไม่มีการตอกกระแทกของปั้นจั่นเหมือนที่ใช้กับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง อีกทั้งยังสามารถทำให้มีขนาดใหญ่โดยมีขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางได้ ถึง 200 เซนติเมตร เพราะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดของขนาดของปั้นจั่น และน้ำหนักของตัวเสาเข็ม ขณะที่เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงนั้นโดยทั่วไปมีขนาดความกว้างของพื้นที่หน้าตัดไม่เกิน 40 เซนติเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเจาะได้ลึกกว่าความยาวของเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ดังนั้นเสาเข็มเจาะจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับอาคารสูงซึ่งต้องรับน้ำหนัก มาก และอาคารที่สร้างใกล้ชิดกันเพื่อป้องกันมิให้เกิดการสั่นสะเทือนซึ่งจะเป็นอันตรายต่ออาคารข้างเคียงได้น่ะนะคะ

3. เสาเข็มกลมแรงเหวี่ยงอัดแรง

เสาเข็มกลมแรงเหวี่ยงอัดแรงหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เสาเข็มสปัน เป็นเสาเข็มที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีการปั่นคอนกรีตในแบบหล่อ ซึ่งหมุนด้วยความเร็วสูง ทำให้เนื้อคอนกรีตมีความหนาแน่นสูงกว่าคอนกรีตที่หล่อโดยวิธีธรรมดาค่ะ จึงมีความแข็งแกร่งสูง รับน้ำหนักได้มาก เสาเข็มสปันมีลักษณะเป็นเสากลม ตรงกลางกลวง มีโครงลวดเหล็กอัดแรงฝังอยู่ในเนื้อคอนกรีตโดยรอบ การตอกเสาเข็มชนิดนี้สามารถทำได้หลายแบบ ทั้งวิธีการตอกด้วยปั้นจั่นแบบธรรมดา และวิธีการตอกด้วยระบบเจาะกด เสาเข็มสปันมีให้เลือกใช้หลายขนาด ที่พบเห็นกันมากมีตั้งแต่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-100 เซนติเมตร มีความหนาของเนื้อคอนกรีตอยู่ในช่วง 6-14 เซนติเมตร โดยมีความยาวระหว่าง 6-18 เมตร ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต ซึ่งความยาวนี้สามารถเพิ่มได้ โดยการนำเสามาเชื่อมต่อกัน เนื่องจากเสาเข็มสปันมีลักษณะกลวงจึงช่วยลดการสั่นสะเทือนเวลาตอกได้ ในกรณีที่เสาเข็มที่ใช้มีความยาวมาก ก็สามารถลดแรงดันของดินในขณะตอกโดยการเจาะนำ และลำเลียงดินขึ้นทางรูกลวงของเสา ซึ่งก็จะช่วยลดความกระทบกระเทือนที่มีต่ออาคารข้างเคียงได้มาก เสาชนิดนี้เหมาะสำหรับใช้เป็นฐานรากของอาคารสูงที่ต้องการความมั่นคงแข็งแรงสูงเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องลมแรง และการเกิดแผ่นดินไหวค่ะ




ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.novabizz.com/CDC/Process12.htm



ฐานรากของบ้าน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน อาคารบ้านเรือนทุกชนิดนั้น มักจะประกอบไปด้วยโครงสร้างสองส่วนด้วยกันนะคะ นั่นก็คือโครงสร้างส่วนที่อยู่ใต้ดินและโครงสร้างที่อยู่เหนือพื้นดิน 

โครงสร้างที่อยู่ใต้ดินนั้น หมายถึงส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ยึดเกาะตัวอาคารและรับน้ำหนักของตัวอาคารเพื่อถ่ายเทลงสู่ดิน นั่นก็คือ ในส่วนของเสาเข็มและฐานรากน่ะนะคะ ซึ่งในวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับฐานรากกันก่อนค่ะ

ฐานราก ของ บ้าน เป็นสิ่งที่ให้ความมั่นคง และแข็งแรงแก่ตัวบ้าน เป็นส่วนที่รับน้ำหนักจากตอม่อและถ่ายเทน้ำหนักนั้นสู่พื้นดิน ดังนั้นความแข็งแรงปลอดภัยของตัวบ้านจึงขึ้นอยู่กับฐานรากด้วยเป็นสำคัญ

โดยทั่วไปแล้วฐานรากจะแบ่งออกได้เป็นสองชนิดด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ 

-ฐานรากแบบแผ่ ซึ่งเป็นฐานรากแบบตื้น ๆ รับน้ำหนักได้ไม่มากนัก มักจะใช้ในกรณีที่พื้นดินมีคุณสมบัติรับน้ำหนักได้สูง


-ฐานรากแบบเข็ม ฐานรากประเภทนี้พบได้ทั่วไปค่ะ เป็นฐานรากชนิดที่มีเสาเข็มเพื่อรองรับน้ำหนักอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการทรุดตัวของดินเนื่องมาจากการรับน้ำหนักของตัวอาคาร ซึ่งหากเกิดการทรุดตัวขึ้นแล้วก็จะทำให้อาคารบ้านเรือนของเราเกิดความเสียหายจนถึงขั้นพังทลายได้น่ะนะคะ


ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนสบาย เราจะมาทำความรู้จักกับประเภทของเสาเข็มกันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ


ภาพประกอบจาก pantip.com/topic/31816382







สร้างบ้านกับขั้นตอนของการลงมือก่อสร้าง ตอน หาผู้รับเหมาก่อสร้าง


สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บลอกบ้านแสนสบายทุกท่าน

หลังจากที่เราได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการ ออกแบบบ้าน และการ ยื่นขออนุญาตก่อสร้าง แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการเฟ้น หาผู้รับเหมา เพื่อที่จะมารับผิดชอบในงานก่อสร้างบ้านของเรากันแล้วล่ะค่ะ ซึ่งในขั้นตอนของการหาผู้รับเหมาที่มีความชำนาญและความซื่อตรงนั้น อาจจะเป็นขั้นตอนที่เพื่อน ๆ บล้อกหลาย ๆ ท่านหนักใจอยู่สักหน่อย เนื่องจากปัจจุบันนี้ มีผู้รับเหมาะที่มีประวัติเสียหายปะปนอยู่ในวงการก่อสร้างมากมาย จนอาจจะทำให้เราหลวมตัวว่าจ้างผู้รับเหมาที่มีประวัติไม่ดีมารับงานก่อสร้างบ้านของเราโดยไม่รู้เท่าทันก็ว่าได้


คำแนะนำสำหรับการเลือกผู้รับเหมาเพื่อมาทำการก่อสร้างบ้านของเรานั้น มีคร่าว ๆ ดังนี้ค่ะ

1. เลือกผู้รับเหมาที่มีประวัติดี โดยดูจากประวัติการทำงานและผลงานที่แล้วเสร็จ 

2. หากผู้รับเหมาเป็นผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนจำกัด, บริษัทจำกัด ฯลฯ) กับกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ผู้ว่าจ้างสามารถขอดูเอกสารที่แสดงการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้ โดยพิจารณาดูวันที่บริษัทฯ ได้ทำการก่อตั้้ง หากมากกว่า 2 ปี ความน่าเชื่อถือก็มากขึ้น

3. ควรเลือกผู้รับเหมาที่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นฐานแน่นอน และควรมีประสบการณ์ในการทำงานมาไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยสามารถดูจากโครงการหรืองานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จว่ามีที่ใดบ้าง และแล้วเสร็จมาแล้วเป็นเวลาเท่าใด

4. ควรสอบถามลูกค้าเก่า ๆ ของผู้รับเหมารายที่เราสนใจ เพื่อดูว่าผู้รับเหมารายนั้น มีผลงานเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับลูกค้าเก่าหรือไม่

5. ผู้รับเหมาที่ดีต้องมีการรับประกันผลงาน ไม่น้อยกว่า 1 ปี หลังจากทำงานเสร็จ และควรขอเอกสารเพื่อรับประกันงานด้วย

6. ควรเลือกผู้รับเหมาทีมีใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมโยธา หรือที่ทั่วไปเรียกว่า ใบ กว. เพื่อให้งานของเราออกมาถูกต้องปลอดภัยตรงตามแบบแปลนที่กำหนด 

7. ผู้รับเหมาที่มีฐานะทางการเงินมั่นคง จะช่วยการันตีความน่าเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง โดยอาจตรวจสอบถึงฐานะการเงินของทางบริษัทว่ามีความมั่นคงหรือไม่ได้ดังนี้

- ทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ
- ตรวจสอบจากร้านขายวัสดุก่อสร้างที่อยู่ใกล้เคียงกับที่ตั้งสำนักงานของผู้รับเหมา หรือร้านวัสดุก่อสร้างที่ผู้รับเหมาเปิดเครดิต,ซื้อวัสดุอยู่เป็นประจำ ว่ามีปัญหาเรื่องการจ่ายหรือชำระเงินหรือไม่

8. ผู้รับเหมาต้องมีอุปกรณ์, เครื่องมือ–เครื่องจักร ที่จำเป็นต่องานก่อสร้าง


ภาพประกอบจาก davidsonwp.com

สร้างบ้านกับขั้นตอนของการขออนุญาตก่อสร้าง


สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

เมื่อเราผ่านขั้นตอนของการออกแบบซึ่งดำเนินการโดยสถาปนิกผู้มีความชำนาญเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการเตรียมการเพื่อจะลงมือก่อสร้างกันค่ะ แต่ก่อนที่จะลงมือก่อสร้างบ้าน เราก็จะต้องทำการ ขออนุญาตก่อสร้างโดยการยื่นเอกสารต่าง ๆ ที่จำเป็นที่ทางการระบุไว้เสียก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้การก่อสร้างนั้นเป็นไปโดยถูกกฎหมาย และมีความปลอดภัยทั้งผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านและผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณข้างเคียงน่ะนะคะ


ในขั้นตอนของการ ขออนุญาตก่อสร้าง นั้น ก่อนอื่น เราก็คงต้องมาดูตัวบทกฎหมายและข้อบังคับสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างอาคารบ้านเรือนกันเสียก่อน เราลองมาดูกันนะคะ ว่าการสร้างบ้านหรืออาคารขึ้นมาสักหลังนั้น จะต้องดำเนินการขออนุญาตอย่างไรบ้าง

1. ก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้าง ให้ทำการตรวจสอบว่าอาคารที่จะก่อสร้างนั้น อยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศควบคุมอาคารไว้หรือไม่ และหากอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศควบคุมอาคาร ก็ให้ตรวจสอบต่อไป ว่ามีประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่องให้ใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในท้องที่นั้นหรือเปล่า

2. เมื่อทำการตรวจสอบพบว่าอาคารหรือบ้านเรือนที่เราจะทำการก่อสร้างอยู่ในกฎข้อบังคับเรื่องการที่ต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้าง ผู้ขออนุญาตต้องกรอกข้อความในแบบฟอร์ม พร้อมแนบเอกสารและแบบแปลนประกอบการพิจารณาขออนุญาต ดังนี้

-แผนผังบริเวณ แบบแปลน รายการประกอบแบบแปลน จำนวน 5 ชุด 
- รายการคำนวณโครงสร้างอาคารจำนวน 1 ชุด
- หนังสือแสดงความเป็นตัวแทนของเจ้าของอาคาร
- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน วัตถุประสงค์และผู้มีอำนาจลงชื่อแทนนิติบุคคลผู้ขออนุญาต
- หนังสือแสดงว่าเป็นผู้จัดการหรือผู้แทนซึ่งเป็นผู้ดำเนินการกิจการของนิติบุคคล
- หนังสือแสดงความยินยอมและรับรองของผู้ออกแบบและคำนวณอาคารพร้อมทั้งสำเนาใบ อนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม
- สำเนาหรือภาพถ่ายโฉนดที่ดิน หรือ น.ส. 3 หรือ ส.ค. 1 หรือหนังสือยินยอมของเจ้าของที่ดิน
- หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน
- สำเนาหรือภาพถ่ายใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หรือวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ของผู้ควบคุมงาน
- ใบอนุญาตตั้งโรงงาน หรือใบอนุญาตขยายโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรมในกรณีต้องการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นโรงงานอุตสาหกรรม
- หนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงยินยอมให้ก่อสร้างอาคารชิดเขตที่ดินของผู้อื่น

การยื่นขออนุญาตจะต้องยื่นต่อเจ้าของพนักงาน ซึ่งการจะยื่น ณ.ที่แห่งใดนั้นให้ดำเนินการยื่นได้ตามสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้นะคะ

- ในเขตเทศบาลจะต้องยื่นต่อเจ้าพนักงานท้องที่
- ในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะต้องยื่น ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัด
- ในเขตสุขาภิบาลจะต้องยื่น ณ ที่ทำการสุขาภิบาล 
- ในเขตเมืองพัทยาจะต้องยื่น ณ ที่ทำการเขตเมืองพัทยา

ส่วนในเขตกรุงเทพมหานคร จะต้องยื่นดังนี้

• อาคารพักอาศัยหรืออาคารที่สูงไม่เกิน 4 ชั้น หรือไม่เกิน 15.00 เมตร ให้ยื่นต่อที่ทำการเขต 
• สำหรับอาคารสูงเกิน 4 ชั้นหรือเกิน 15.00 เมตร หรืออาคารพิเศษตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่กองควบคุมอาคาร สำนักโยธา กรุงเทพมหานคร

3. เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องราวการขออนุญาตแล้ว จะต้องแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ขออนุญาตทราบว่าอนุญาตให้ก่อสร้างได้หรือให้ แก้ไขเอกสารหรือแบบแปลนต่าง ๆ ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่รับคำขออนุญาต

4. ผู้ฝ่าฝืนก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องโทษปรับหนึ่งหมื่นบาทและหากฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องรับ โทษปรับอีกวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน

ซึ่งเมื่อทำการยื่นขออนุญาตและได้รับการพิจารณาอนุญาตเรียบร้อยแล้ว จึงจะถึงขั้นตอนของการเฟ้นหาผู้รับเหมาก่อสร้างและดำเนินการก่อสร้างบ้านจนแล้วเสร็จกันต่อไปน่ะนะคะ :)



ข้อมูลจาก http://www.raja.co.th/show.php?id=33




วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สร้างบ้านกับขั้นตอนของการออกแบบ

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ตัดสินใจแล้ว ว่าต้องการอยู่บ้านที่ทำการควบคุมการดูแลก่อสร้างเอง เพื่อให้บ้านของเรานั้นออกมาได้ตรงใจ และสามารถใช้งานทุกพื้นที่ภายในบ้านได้ตรงกับความต้องการที่สุด อาจจะกำลังมองหาคำแนะนำสำหรับการเริ่มต้นก่อสร้างบ้านอยู่น่ะนะคะ


จริง  ๆ แล้ว ขั้นตอนของการก่อสร้าง นั้น สามารถแบ่งได้คร่าว ๆ เป็นสามขั้นตอนด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ ขั้นตอนของการออกแบบ ขั้นตอนของการขออนุญาตก่อสร้าง และขั้นตอนของการลงมือก่อสร้าง ซึ่งสำหรับบล้อกบ้านแสนสบายในวันนี้ เราจะมาคุยกันถึงขั้นตอนของการออกแบบ ซึ่งถือว่าเป็นการเตรียมตัวก่อนดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างกันต่อไปก่อนค่ะ

ในขั้นตอนของการ ออกแบบบ้าน นั้น เกี่ยวเนื่องและเกี่ยวพันกับผู้ที่จะมาถ่ายทอดบ้านในฝันหรือในจินตนาการของเราหลายประการเลยทีเดียว และนับเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขั้นตอนอื่น ๆ เพราะนอกจากเราจะต้องรู้ถึงความต้องการของตัวเราเองและสมาชิกในครอบครัว เพื่อให้ผู้ที่จะมาถ่ายทอดรูปทรงของบ้านออกมาเป็นแบบแปลนสำหรับก่อสร้างแล้ว เรายังจะต้องเฟ้นหาผู้ที่มีฝีมือและความรับผิดชอบเพื่อมาดำเนินการเขียนเค้าโครงแบบร่างของบ้านเราให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจนอีกด้วย

ผู้ที่จะมาถ่ายทอดความต้องการทั้งในรูปแบบและการใช้สอยพื้นที่ภายในบ้านนั้น เรียกว่า สถาปนิก ค่ะ เราจะลองมาดูกันนะคะ ว่าสถาปนิกนั้น มีความสำคัญและมีหน้าที่อย่างไรในขั้นตอนของการออกแบบบ้านบ้าง

ตามข้อมูลของ วิกิพีเดีย สถาปนิก คือบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบ และ วางแผนในการก่อสร้าง หรือที่เรียกว่างานสถาปัตยกรรมค่ะ โดยสถาปนิก จะเป็นผู้ที่เข้าใจในมาตรฐานการก่อสร้างของอาคาร เข้าใจถึงหน้าที่ใช้สอยของอาคารนั้น รวมถึงวัสดุที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบของสิ่งก่อสร้างนั้น สถาปนิกจึงจำเป็นต้องได้รับการศึกษาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม จึงจะสามารถทำงานในวิชาชีพสถาปนิกได้ ซึ่งคล้ายกับการทำงานในสาขาวิชาชีพอื่น

นอกจากงานออกแบบชิ้นงานต่าง ๆ ของตัวบ้านแล้ว สถาปนิกยังต้องทำงานร่วมกับวิศวกรก่อสร้างแขนงต่าง ๆ เช่น วิศวกรโครงสร้าง วิศวกรไฟฟ้า และนักเขียนแบบอีกด้วย โดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้

1. บันทึกรายละเอียด ความต้องการของลูกค้า เพื่อออกแบบให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า
2. ออกแบบ คำนวณแบบ เลือกวัสดุที่มีคุณภาพเหมาะสมและให้ประโยชน์สูงสุดกับลูกค้า
3. คำนวณรายการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับเนื้องาน
4. เตรียมแบบ และส่งแบบที่วาดโดยช่างเขียนแบบให้ลูกค้าพิจารณา เพื่อ ดัดแปลงแก้ไขและตอบข้อซักถามของ ลูกค้าร่วมกับวิศวกร
5. เมื่อแก้ไขดัดแปลงให้สมบูรณ์แล้วจึงส่งแบบให้กับวิศวกรทำการก่อสร้าง
6. ออกปฏิบัติงานร่วมกับวิศวกรระหว่างทำการก่อสร้างเพื่อให้ใช้วัสดุและตามแบบที่วางไว้ตามเงื่อนไขสัญญา
7. ให้คำปรึกษาต่อวิศวกรและแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้างและการคำนวณของวิศวกร และอาจวางแผนและควบคุมงานที่สถาปนิกจะได้รับทำเป็นประจำตลอดปีคือ งานปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไขตัวอาคารเพื่อความทันสมัยสวยงามและปลอดภัยอยู่เสมอ สถาปนิกอาจมีความชำนาญในอาคารบางชนิดเป็นพิเศษ เช่นการออกแบบการใช้อาคารในพื้นที่แคบ เป็นต้น หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับพื้นฐาน

จะเห็นได้ว่าขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบของสถาปนิกมีเยอะแยะมากมายเลยทีเดียวน่ะนะคะ ดังนั้นก่อนที่จะทำการสร้างบ้าน ควรเลือกสรรบุคคลที่จะมาทำหน้าที่นี้อย่างรอบคอบ เพื่อให้ขั้นตอนการก่อสร้างบ้านของเรา ดำเนินไปได้อย่างเรียบร้อยและตรงตามความต้องการของเรามากที่สุด

ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูขั้นตอนต่อไปของการสร้างบ้านกันต่อนะคะ ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ติดตามบล้อกบ้านแสนสบายด้วยดีเสมอมาค่ะ :)



ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,http://www.xn--72c0baa2eyce3a4p.com


ข้อดี-ข้อด้อยของการเลือกซื้อบ้านมือสอง

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

บ้านมือสอง คืออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจจะมีบ้านสักหลังน่ะนะคะ แต่การซื้อบ้านมือสองก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยเหมือนทางเลือกในการซื้อ-สร้างบ้านใหม่เช่นกัน ดังนั้นในวันนี้เราจะลองมาวิเคราะห์ดูข้อดีและข้อด้อยในการซื้อบ้านมือสองกันค่ะ


สำหรับ ข้อดี ในการซื้อ บ้านมือสอง นั้น อันดับแรก ก็คงต้องยอมรับว่า บ้านมือสอง คือบ้านที่สร้างสำเร็จแล้ว ดังนั้น จึงตัดปัญหาความยุ่งยากในการควบคุมดูแลงานก่อสร้าง ตัดปัญหาเกี่ยวกับความเสี่ยงในการถูกผู้รับเหมาโกงเงินหรือทิ้งงาน ลดขั้นตอนในการขออนุญาตก่อสร้าง และสามารถที่จะมองเห็นถึงรูปทรงของตัวบ้านได้อย่างชัดเจนเต็มที่ จึงรู้ว่าบ้านที่จะซื้อนั้นเหมาะสมกับความต้องการของเราหรือไม่เพียงไรน่ะนะคะ อีกทั้งการซื้อบ้านมือสองส่วนใหญ่นั้น ก็จะมีราคาที่ถูกกว่าการซื้อบ้านใหม่ค่ะ เนื่องจากเจ้าของบ้านเดิมมักมีความต้องการขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมักไม่ตั้งราคาไว้สูงเกินกว่าความเป็นจริงมากนัก ยกเว้นบ้านมือสองหลังนั้นอยู่ในทำเลที่ดี หรือผู้ที่ซื้อบ้านมือสองมาตกแต่งและทำการขายออกตลาดอีกทอดหนึ่ง

และแน่นอนว่ามีข้อดีสำหรับการเลือกซื้อบ้านมือสองแล้ว ก็ต้องมีข้อด้อยด้วยเช่นกันค่ะ การเลือกซื้อบ้านมือสองนั้น มีข้อด้อยอีกหลายประการที่เราต้องยอมรับกัน อาทิเช่น บ้านมือสองมักมีความเสื่อมโทรมของตัวบ้านมากกว่าบ้านสร้างใหม่ ดังนั้น ปัญหาจุกจิกกวนใจในการซ่อมแซมจึงมากกว่า อีกทั้งในการเลือกซื้อบ้านมือสองนั้น ก็มีข้อจำกัดเรื่องการเลือกรูปทรงของตัวบ้านที่เราไม่สามารถเลือกรูปแบบและดีไซด์การใช้งานพื้นที่ต่าง ๆ ของตัวบ้านตามใจชอบได้ เนื่องจากเจ้าของบ้านเดิมได้ก่อสร้างไว้แล้ว ดังนั้น หากต้องการพื้นที่ใช้งานที่แตกต่างไปจากเดิมก็อาจจะต้องกันงบประมาณไว้ส่วนหนึ่งสำหรับการแก้ไขต่อเติม เรียกได้ว่า เสียเงินสองต่อ ดังนั้นก่อนที่จะทำการซื้อบ้านมือสอง ก็ควรเลือกซื้อด้วยความละเอียดรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจมีบ้านของเรา คุ้มค่าสมกับเป็นที่อยู่อาศัยของเราไปได้อีกนาน ๆ น่ะนะคะ :)



ภาพประกอบจาก theguardian.com