วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เกรดของไม้ปาร์เก้


ไม้ปาร์เก้ นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งวัสดุยอดนิยมสำหรับปูพื้นอาคารบ้านเรือนโดยทั่วไปอีกชนิดหนึ่งค่ะ เมื่อตอนที่แล้วเราได้ไปทำความรู้จักกับไม้ปาร์เก้ประเภทต่าง ๆ กันมาบ้างแล้วนะคะ แต่เมื่อเราตัดสินใจจะใช้ไม้ปาร์เก้ในการปูพื้นบ้านของเรานั้น ก็อาจจะเกิดอาการสงสัยขึ้นมาถึงเกรดของไม้ปาร์เก้ที่แบ่งไม้ปาร์เก้ออกเป็นหลาย ๆ ราคาด้วยกัน อาืทิเช่น เกรด A, เกรด AA หรือ เกรด AAA เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าการแบ่งเกรดของไม้ปาร์เก้แต่ละชนิด ก็ขึ้นอยู่กับความสวยงาม เรียบร้อย และความทนทานของเนื้อไม้เป็นหลัก อาทิเช่น หากคุณเลือกไม้ปาร์เก้เกรด AAA ซึ่งเป็นไม้ปาร์เก้เกรดสูงสุด ลักษณะของไม้ที่ได้ ก็จะเรียบเนียนสวยงาม ไม่มีรอยแตกบิ่นหรือรอยฉีก มีการทาเคลือบด้วยน้ำยารักษาเนื้อไม้ ขนาดของไม้แต่ละชิ้นจะใกล้เคียงกัน ซึ่งเวลาเลือกซื้อไม้ปาร์เก้นั้น ก็ต้องหมั่นสังเกตุสภาพของไม้ที่ได้ว่าตรงกับเกรดไม้ซึ่งพิมพ์ไว้ด้านบนของไม้ปาร์เก้ซึ่งขายเป็นมัด ๆ หรือไม่ด้วยนะคะ




นอกจากนี้แล้วลักษณะการปูไม้ปาร์เก้ ก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่เป็นข้อที่กำหนดถึงการเลือกซื้อไม้ปาร์เก้อีกด้วย เช่น การปูพื้นด้วยไม้ปาร์เก้ในลักษณะเข้าลิ้น หรือการปูไม้ปาร์เก้ในลักษณะโมเสค ดังนั้นในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูวิธีการปูไม้ปาร์เก้แบบเข้าลิ้นด้วยกันนะคะ


ภาพประกอบจาก plazathai.com





วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ไม้ปาร์เก้จากไม้ชนิดต่าง ๆ

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

ส่วนใหญ่แล้ว ไม้ปาร์เก้ นั้นจะทำจากไม้เนื้อแข็ง ซึ่งอาจจะเป็นเศษไม้หรือไม้ท่อน นำมาผ่านกระบวนการอบเพื่อนำมาใช้ในการประกอบติดตั้งและตกแต่งพื้นผิวภายในบ้านน่ะนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ทางด้านความทนทานและการรับน้ำหนักอีกด้วย


ไม้เนื้อแข็งที่นำมาทำ ไม้ปาร์เก้ นั้น นอกจากจะมีลักษณะของความสวยงามและความแข็งแรงที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีราคาที่แตกต่างกันด้วยค่ะ เราจะมาดูกัีนนะคะ ว่าไม้ปาร์เก้ที่ทำจากไม้เนื้อแข็งประเภทต่าง ๆ นั้น มีจุดดีและจุดด้อยรวมไปถึงราคาที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ไม้ที่นิยมนำมาทำไม้ปาร์เก้ชนิดแรกนั้น ก็คือ ไม้แดง ค่ะ ไม้แดงเป็นไม้เนื้อแข็ง สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี ไม่ยุบตัวง่าย แต่ก็มีข้อเสียของไม้ ตรงที่สีค่อนข้างเข้ม ทำให้มองเห็นลายไม้ไม่ชัดเจน และเมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ สีของเนื้อไม้จะเพี้ยนไปตามเวลา ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเข้มขึ้นจนถึงแดงคล้ำ อีกทั้งเนื้อไม้เกิดการขยายตัวได้ง่าย ทำให้ไม้ปาร์เก้ที่ทำจากไม้แดง มีราคาที่ไม่สูงมากนัก

ไม้ชนิดที่สองที่นิยมนำมาทำไม้ปาร์เก้ ก็คือ ไม้มะค่า ค่ะ ไม้มะค่าจัดเป็นไม้ที่มีคุณภาพดีที่สุดในการนำมาทำไม้ปาร์เก้ เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็งที่รับน้ำหนักได้ดีมาก มีลวดลายไม้ที่สวยงามชัดเจน เนื้อไม้เหนียวไม่เปราะและไม่ขยายตัวได้ง่าย ๆ ดังนั้นจึงมีราคาที่สูงกว่าปาร์เก้ไม้แดงน่ะนะคะ

ไม้สัก เป็นไม้ที่มีเนื้อไม้เป็นสีเหลืองทองหรือสีน้ำตาลแก่ค่ะ นิยมนำมาทำไม้ปาร์เก้น้อยกว่าไม้แดงและไม้มะค่าค่อนข้างมาก เนื่องจากไม้สักจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน ทำให้รับน้ำหนักได้ไม่ค่อยดี และเมื่อใช้ไปนานๆ จะเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย และยังหายาก และมีราคาสูง ข้อดีของไม้สักที่เหนือกว่าไม้มะค่า และไม้แดงคือ เป็นไม้ที่มีสีสวย ลายไม้สวยงาม ปลวก มวด แมลงไม่ทำอันตราย จึงยังทำให้มีผู้นิยมใช้พื้นปาร์เก้ไม้สักกันอยู่พอสมควร

ไม้เต็ง จัดเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อนน่ะนะคะ ไม้เต็งนิยมนำมาใช้ในงานที่ต้องการแบกรับน้ำหนักมากๆ เช่น งานปูพื้น งานบันได งานเฟอร์นิเจอร์ เสา คาน วงกบประตู หน้าต่าง เมื่อนำไม้เต็งมาทำไม้ปาร์เก้ จึงมีข้อดีตรงที่เราจะได้ความแข็งแรงทนทาน เนื่องจากเป็นไม้ที่มีเนื้อไม้แข็ง ความหนาแน่นสูง ดูแลรักษาได้ง่าย อายุการใช้งานยาวนาน และมีราคาที่ไม่แพงมากนัก แต่ข้อเสียของปาร์เก้ที่ทำมาจากไม้เต็งก็มีเช่นกันค่ะ คือเมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เนื้อไม้เต็งก็จะเกิดการบิด งอ โก่ง และเมื่อหดตัว มักจะแตกเป็นลายงาน่ะนะคะ

ชนิดของไม้ปาร์เก้ชนิดต่อมา ก็คือ ไม้ประดู่ ค่ะ ไม้ประดู่เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เนื้อไม้มีสีแดงอมเหลืองจนถึงสีแดงอิฐ สามารถนำไปใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอก ข้อดีของปาร์เก้ที่ทำจากไม้ประดู่ก็คือมีความทนทานสูง รับน้ำหนักได้มาก และมีความแข็งใกล้เคียงกับไม้แดง แต่ยืด-หดตัวน้อยกว่า หากแต่ก็มีข้อเสียตรงที่เป็นไม้ที่อมความร้อน

ไม้ชนิดสุดท้ายที่นิยมนำมาทำไม้ปาร์เก้ ก็คือ ไม้ตะแบก น่ะนะคะ ไม้ตะแบกเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีเนื้อไม้ละเอียด ไม่อ่อนหรือแข็งจนเกินไป มีสีออกในโทนสีอ่อน ลวดลายไม้ชัดเจนใกล้เคียงกับไม้สัก แถมยังราคาไม่แพงมาก จึงนิยมนำมาใช้ในงานตกแต่ง เช่น ประตู ไม้พื้น ปาร์เก้ บันได เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ด้วย ข้อเสียของไม้ตะแบกก็คือ จะเป็นไม้ที่เหมาะสำหรับการใช้งานภายในมากกว่าภายนอกค่ะ เนื่องจากความแข็งแรงของไม้น้อยกว่าไม้ชนิดอื่น หากใช้งานภายนอกก็อาจทำให้อายุการใช้งานของไม้สั้นลง

ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูวิธีตัดเกรดไม้ปาร์เก้กันค่ะ



ข้อมูลจาก thaiwoodcentral.com
ablemagtips21.blogspot.com
ภาพประกอบจาก suwannaphumkhamai.com 

ไม้ปาร์เก้

ไม้ปาร์เก้ นั้นคือวัสดุยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งที่คนรักบ้านนิยมนำมาปูพื้นผิวหลายส่วนภายในบ้านค่ะ

ไม้่ปาร์เก้ ผลิตจากเศษไม้หรือไม้ท่อน โดยไม้ที่นำมาทำนั้นมักเป็นไม้เนื้อแข็งนำมาอบด้วยน้ำยาเคมี และอัดให้สนิทเรียงให้เข้ากันคล้ายโมเสค โดยมีความกว้างและความหนาหลายขนาดตามแต่จะเลือกใช้งานน่ะนะคะ ไม้ปาร์เก้นั้นเหมาะสำหรับปูพื้นภายในบ้านที่แห้งสนิทและไม่เจอความชื้นมากนักค่ะ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องทำงาน สามารถบำรุงรักษาได้ง่าย ไม่เก็บฝุ่น เพียงใช้แว๊กซ์ หรือผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดถูเท่านั้น


ข้อดีสำหรับการเลือกใช้พื้นไม้ปาร์เก้ภายในบ้าน มีอยู่มากมายค่ะ โดยเฉพาะในด้านงานตกแต่งและการออกแบบบ้าน พื้นไม้ปาร์เก้จะช่วยให้บ้านของคุณดูอบอุ่น สวยงาม มีลวดลายและสีของไม้ที่เป็นธรรมชาติ สามารถดีไซน์ได้ตามความต้องการของเจ้าของบ้านหรือเจ้าของอาคารได้อย่างอิสระ อีกทั้งพื้นไม้ปาร์เก้ยังง่ายต่อการติดตั้งลงบนพื้นคอนกรีต ทำให้ได้พื้นไม้ที่สวยงาม แต่ข้อเสียของการติดตั้งพื้นไม้ปาร์เก้ก็มีเช่นกันน่ะนะคะ เนื่องจากไม้ปาร์เก้นั้นผลิตจากไม้แท้ จึุงอาจจะเจอปัญหาเรื่องปลวกได้หากไม่ได้รับการป้องกันที่ดีพอ อีกทั้งหากไม้ปาร์เก้ได้รับความเสียหาย จะแก้ไขได้ยากมาก อาจจะต้องรื้อทำใหม่อย่างเดียวเลยน่ะนะคะ


ภาพประกอบจาก foto-basa.com/imageldata

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กระเบื้องเซรามิกชนิดต่าง ๆ

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

โดยปกติแล้ว หากเราจะแบ่งชนิดหรือประเภทของ กระเบื้องเซรามิก ตามการใช้งานด้วยวิธีง่าย ๆ กระเบื้องเซรามิกที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป ก็จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ กระเบื้องบุผนัง,กระเบื้องปูพื้น และกระเบื้องสำหรับตกแต่ง(ทั้งพื้นและผนัง)

แต่หากจะแบ่งตามประเภทของกระเบื้องของเนื้อดิน หรือแบ่งตามกระบวนการผลิตและคุณภาพตามที่มาตรฐานสากลยอมรับ เราก็จะสามารถแบ่งประเภทของกระเบื้องได้ถึง 10 ชนิดด้วยกันทีเดียวค่ะ นั่นก็คือ

1.กระเบื้องบุผนัง(เนื้อ Earthen ware)
2.กระเบื้องปูพื้น(เนื้อ Stone ware)
3.กระเบื้องโมเสค(เนื้อ Porcelain)
4.กระเบื้องแกรนิต(เนื้อ Porcelain)
5.กระเบื้องเคลือบเนื้อแกรนิต( Glaze porcelain )
6.กระเบื้อง Third firing
7.กระเบื้องที่ผลิตจากกระบวนการรีด( Spilt tile ซึ่งเป็นเนื้อStone ware หรือ porcelain )
8.กระเบื้องเนื้อแดงไม่เคลือบ ( Terra cotta ) ซึ่งมักเป็นเนื้อ Earthen ware
9.กระเบื้องที่มีรูปร่างพิเศษ ( Special shape )
10.กระเบื้องทำมือ ( Hand made )

ซึ่งกระเบื้องแต่ละชนิดที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ก็จะเหมาะสำหรับการใช้งานในจุดที่แตกต่างกันไปน่ะนะคะ ซึ่งก่อนที่จะเลือกซื้อกระเบื้องชนิดใดมาตกแต่งบ้านของเรา ก็ควรศึกษาคุณสมบัติของกระเบื้องแต่ละชนิดเสียก่อน ว่าเหมาะสำหรับการใช้งานในจุดนั้น ๆ หรือไม่

ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูวัสดุปูพื้นชนิดอื่น ๆ กันนะคะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้าค่ะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.thaiceramicsociety.com/pd_tile_way1.php

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีปูพื้นกระเบื้องเซรามิก

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

ในปัจจุบันนี้มีผู้ที่นิยมปูพื้นอาคารบ้านเรือนด้วย กระเบื้องเซรามิก มากขึ้นน่ะนะคะ เนื่องมาจากปัจจุบันนี้กระเบื้องเซรามิกได้รับการพัฒนาคุณสมบัติและออกแบบให้มีความสวยงามหลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ตกแต่งได้ทั้งพื้นและผนัง แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่อาจละเลยได้เพื่อให้การปูกระเบื้องในบ้านของเรามีความสวยงามเรียบร้อยก็คือ การใส่ใจในรายละเอียด,เทคนิคและวิธีการปูกระเบื้องให้ถูกต้อง เพื่อให้งานที่ออกมามีความสวยงามคงทน และไม่เกิดปัญหาให้ต้องตามแก้ไขในภายหลังน่ะนะคะ

ในวันนี้บล้อกบ้านแสนสบายจะมาแนะนำ วิธีการปูพื้นกระเบื้องเซรามิกให้ถูกวิธี กันค่ะ เราลองมาดูวิธีและแนวทางปฏิบัติกันนะคะ ว่าควรทำอย่างไรบ้าง

1.ก่อนที่จะทำการปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิกนั้น ก็ต้องมั่นใจว่าพื้นที่จะปูได้ทำความสะอาดเป็นที่เรียบร้อยเสียก่อนค่ะ เราควรกำจัดคราบฝุ่น น้ำมัน รอยสกปรกที่ติดอยู่ ตลอดจนตรวจเช็คระดับพื้นหรือแนวระนาบของผนังที่จะปูถ้าไม่ได้ระดับ หรือระนาบก็ควรปรับแต่งเพื่อให้ได้แนวที่ต้องการ

2. สิ่งที่ต้องจำไว้ก็คือพื้นที่ที่จะปูกระเบื้องนั้นต้องแห้งสนิทดีแล้วค่ะ หากเป็นพื้นหรือผนังคอนกรีต ก็ควรทิ้งไว้ให้แห้งหลังการเทพื้นหรือฉาบ อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่ที่จะทำการปูแห้งเพียงพอ เพราะหากพื้นที่จะปูกระเบื้องมีความชื้นอยู่ ก็จะส่งผลทำให้แรงยึดกันระหว่างพื้นและวัสดุปูพื้นลดลง สำหรับพื้นชั้นล่างที่อยู่ติดพื้นดิน ควรรองพื้นด้วยแผ่นพลาสติก และทำการปรับระดับด้วยการใช้ปูนซีเมนต์ผสมทรายและน้ำยากันซึม เพื่อป้องกันความชื้นซึมขึ้นมาตามร่องยาแนว หรือผิวของกระเบื้องน่ะนะคะ

3. ในการปูกระเบื้อง นั้น ควรเว้นร่องประมาณ 1-3 ม.ม. ค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหากระเบื้องโก่งหลังจากการปูและการใช้งาน ปัจจุบันเราสามารถใช้วัสดุสำหรับยึดแผ่นกระเบื้องกับพื้นสองชนิดใหญ่ ๆ ด้วยกันคือใช้กาวซีเมนต์ หรือปูนซีเมนต์ตามอัตราส่วน

4. เมื่อปูกระเบื้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องทิ้งให้ซีเมนต์แห้งอย่างน้อย 24 ช.ม.ทำความสะอาดร่องกระเบื้องแล้วจึงยาแนวโดยปาดตามแนวเฉียงกับร่องกระเบื้อง เพื่อให้ตัวยาแนวลงร่องอย่างสม่ำเสมอ

5. หลังจากยาแนวเป็นที่เรียบร้อย ควรทิ้งพื้นที่ดังกล่าวไว้อีก 1 อาทิตย์ก่อนการใช้งานค่ะ โดยทำความสะอาดกระเบื้อง หลังจากปูเสร็จแล้ว 24-36 ชั่วโมงและหลังจากพื้นกระเบื้องแห้ง ก็ให้ทำการเช็ดผิวของกระเบื้องอีกครั้งด้วยผ้าสะอาด



ข้อมูลจาก homeloverthai

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พื้นและวัสดุปูพื้นยอดนิยม-กระเบื้องเซรามิก

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

โดยทั่วไปแล้ว พื้นบ้านของเรานั้นมักจะเป็นใช้วัสดุที่ทำมาจากไม้และวัสดุประเภทคอนกรีต

สำหรับพื้นบ้านที่เป็นไม้ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยนิยมตกแต่งอะไรเพิ่มเติมจากเดิมมากมายนัก เนื่องจากพื้นไม้เป็นพื้นที่ีมีลักษณะพื้นผิวที่สวยงามตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่สำหรับพื้นปูนหรือพื้นคอนกรีต มักจะมีความนิยมในการตกแต่งพื้นผิวทั้งนี้ก็เพื่อความสวยงามและการอยู่อาศัย โดยสามารถทำได้ทั้งการเทปูนเรียบ ปูนขัดมัน หรือนำวัสดุชนิดอื่น ๆ มาตกแต่ง ทั้งนี้ บ้านแสนสบายจะทะยอยนำเสนอวัสดุปูพื้นยอดนิยมที่มีผู้ใช้งานกันอย่างแพร่หลายให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักและสามารถเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกันน่ะนะคะ

วัสดุปูพื้น ที่เป็นที่นิยมที่เราจะหยิบมาพูดคุยกันเป็นอย่างแรก นั่นก็คือ วัสดุประเภท กระเบื้องเซรามิก ค่ะ

กระเบื้องปูพื้นเซรามิก
กระเบื้องเซรามิกนั้น เป็นหนึ่งในวัสดุปูพื้นยอดนิยมของคนรักบ้านชนิดหนึ่งค่ะ จริง ๆ แล้วในปัจจุบันนี้นิยมนำกระเบื้องเซรามิกมาใช้ในการตกแต่งบ้านมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้ในการบุผนัง ใช้ตกแต่งพื้นผิวเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ และนำมาใช้ในการปูพื้นในส่วนต่าง ๆ ของตัวบ้าน

กระเบื้องปูพื้นเซรามิก ที่นิยมใช้กันนั้น เหมาะที่จะใช้ปูทุกส่วนในบ้านค่ะ เช่น ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น หรือแม้แต่ห้องนอน เป็นต้น เนื่องจากเป็นวัสดุปิดผิวที่ทำความสะอาดได้ง่าย มีหลายลวดลาย หลายสีสันให้เลือก อีกทั้งเรายังสามารถเลือกหน้าสัมผัสของกระเบื้องได้ตามการใช้งาน เช่น หากเรานำไปปูในบริเวณที่มักมีการเปียกชื้นอยู่บ่อย ๆ อาทิ ในห้องน้ำ ระเบียงภายนอกบ้าน ก็ควรเลือกใช้แบบชนิดผิวด้าน เพื่อกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุลื่นหกล้มแก่สมาชิกภายในบ้าน หรือหากนำไปปูบริเวณที่ต้องการความสวยงาม ก็สามารถเลือกชนิดที่ผิวเป็นมันได้ เป็นต้น

กระเบื้องปูพื้นแบบผิวด้าน
ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูวิธีการปูกระเบื้องเซรามิกให้ได้พื้นที่สวยงามเรียบร้อยและไม่เกิดปัญหาในภายหลังด้วยกันนะคะ :)

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หน้าต่างบานเกล็ด

หน้าต่างบานเกล็ด นั้นเป็นหน้าต่างที่สะดวกในการเปิดรับลมภายนอกมากค่ะ จึงเหมาะสำหรับบ้านพักอาศับและอาคารที่ต้องการให้มีการระบายอากาศ รับลมและรับแสงสว่างธรรมชาติ ซึ่งก็จะช่วยให้ประหยัดค่าไฟฟ้าในการใช้พัดลม,เครื่องปรับอากาศ หรือแสงจากไฟฟ้าในเวลากลางวัน

หน้าต่างบานเกล็ด ที่ทำด้วยกระจกนั้นจะช่วยให้ผู้อยู่ภายใน บ้าน มองเห็นบริเวณภายนอกได้ชัดเจน แต่หากบานเกล็ดทำด้วยไม้ แม้จะช่วยระบายอากาศและรับลมได้ดี แต่ก็จะปิดกั้นสายตามากกว่า

ข้อดีอีกประการหนึ่งของหน้าต่างบานเกล็ดก็คือ เนื่องจากเป็นหน้าต่างที่ไม่ใช้พื้นที่มากในการเปิด จึงไม่ต้องคำนึงถึงพื้นที่บริเวณที่ปิดเปิดหน้าต่าง และเมื่อปรับมุมบานเกล็ดดีแล้ว ก็จะช่วยกันฝนได้ดีในระดับหนึ่งด้วยนะคะ

ข้อเสียของหน้าต่างบานเกล็ดก็คือ หากติดตั้งในบ้านที่ต้องการติดเครื่องปรับอากาศ เราก็จำเป็นต้องหมุนบานเกล็ดปิดไว้ตลอดเวลา และต้องป้องกันไม่ให้มีรอยรั่ว อีกทั้งวัสดุที่นำมาทำหน้าต่างต้องป้องกันความร้อนได้ดี ไม่เช่นนั้นแล้ว จะทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนัก เพื่อให้ภายในห้องหรือภายในอาคารเย็นตามอุณหภูมิที่เราตั้งไว้และสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากกว่าปกติค่ะ




หน้าต่างบานพลิก

หน้าต่างบานพลิก นั้น คือหน้าต่างที่มีจุดศูนย์กลางของการหมุน อยู่บริเวณกลางบาน หรือบริเวณกลางวงกบค่ะ วิธีการเปิดก็คือจะใช้การผลักให้บานพลิกไปมา ทั้งแบบแนวตั้งแต่แนวนอน โดยครึ่งหนึ่งของบานหน้าต่างจะอยู่นอกตัวอาคาร หน้าต่างบานพลิกนั้นมีประโยชน์ในด้านการดักลมได้ดี และหากใช้วิธีพลิกขึ้นในแนวตั้ง ตัวบานหน้าต่างก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนกันสาด ที่จะสามารถกันได้ทั้งแดดและฝน หากแต่ก็ไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้กันมากนัก เนื่องจากเมื่อทำการเปิดแล้ว จะกินเนื้อที่ ทั้งในส่วนของภายในบ้านและนอกบ้าน ตัวบานต้องรับฝุ่นตลอดเวลา และไม่สามารถทำมุ้งลวดเพื่อกันยุงและแมลงได้ ทำให้สมัยนี้เราไม่ค่อยจะได้เห็นหน้าต่างรูปแบบนี้กันมากนักแล้วน่ะนะคะ




วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หน้าต่างบานเฟี้ยม

หน้าต่างบานเฟี้ยม เป็น หน้าต่าง ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณน่ะนะคะ วิธีการเปิด-ปิด หน้าต่างชนิดนี้ ก็คือการพับบานซ้อนทบกันไปมา โดยบานพับจะอยู่ด้านข้างของบานหน้าต่างเล็ก ๆ แต่ละบาน ซึ่งเมื่อเปิดแล้ว จะทำให้ได้ช่องหน้าต่างที่กว้าง สามารถรับลมและแสงได้มาก กินเนื้อที่ในการเปิด-ปิดน้อย แต่ข้อด้อยอีกประการหนึ่งก็คือ ค่อนข้างจะยุ่งยากในการปิดเปิด ทำให้ปัจจุบันนี้หน้าต่างบานเฟี้ยมเริ่มเสื่อมความนิยมลงไป

วัสดุที่นำมาทำเป็นหน้าต่างบานเฟี้ยมในปัจจุบันนี้มีหลายชนิดด้วยกันค่ะ ทั้งวัสดุปรเภทไม้ อลูมิเนียม กระจก  ซึ่งหากเพื่อน ๆ สนใจที่จะทำหน้าต่างบานเฟี้ยม ก็ควรเลือกให้เหมาะสมและกลมกลืนกับรูปแบบของตัวบ้านด้วยนะคะ



หน้าต่างบานกระทุ้ง

หน้าต่างบานกระทุ้ง นั้น เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของ หน้าต่าง ที่มีผู้นิยมใช้กันทั่วไปค่ะ ลักษณะของหน้าต่างชนิดนี้ จะมีบานพับอยู่ด้านบนของบาน แต่การเปิดก็ต้องใช้วิธีดันบานขึ้นไปจากด้านล่าง ซึ่งเมื่อเปิดแล้ว ตัวบานเองก็จะทำหน้าที่เป็นกันสาดไปด้วยในตัว รวมทั้งช่วยกันแสงสะท้อนจากด้านบนได้อีกด้วย

ข้อด้อยของหน้าต่างชนิดนี้ก็คือ เวลาเปิดหน้าต่างขึ้นนั้น ต้องเปิดขึ้นให้สูง เพื่อให้พ้นจากการสัญจรของคนภายนอก และถ้าเป็นบานพับธรรมดาก็ต้องมีขอสับ เพื่อค้ำยันบานหน้าต่าง หรือมิเช่นนั้นก็จะต้องใช้บานพับประเภทที่มีความแข็งแรงมาก ๆ เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักของบานหน้าต่างได้

วัสดุที่นำมาทำหน้าต่างบานกระทุ้งนั้น สามารถใช้ได้หลายชนิดด้วยกันค่ะ ในส่วนของตัวบานนั้นสามารถทำได้ทั้งแบบที่เป็นกระจกซึ่งยอมให้แสงผ่านได้และให้ทัศนวิสัยที่ดี และเป็นไม้ ที่มีความสวยงามอบอุ่นแบบธรรมชาติ ส่วนวงกบนั้น ก็สามารถเลือกได้ทั้งไม้และอลูมิเนียมตามความต้องการของเจ้าของบ้าน

ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนสบาย เราจะมาคุยกันถึงหน้าต่างอีกชนิดหนึ่งที่มีความสวยงามและเป็นที่นิยมกันมาตั้งแต่สมัยโบราณน่ะนะคะ นั่นก็คือ หน้าต่างบานเฟี้ยมนั่นเอง แล้วกลับมาพบกับบล็อกบ้านแสนสบายได้ใหม่ในครั้งหน้าค่ะ




หน้าต่างบานเลื่อน

หน้าต่างบานเลื่อน นั้น ถือเป็นหน้าต่างให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้อยู่อาศัยในการเปิดปิดได้ดีทีเดียวค่ะ เนื่องจากไม่ต้องออกแรงดันให้บานหน้าต่างเปิด เพียงแต่ใช้วิธีเลื่อนหน้าต่างไปด้านข้างสลับกันไปมาอยู่ในวงกบเท่านั้น

หน้าต่างชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้บานพับค่ะ แต่จะใช้เพียงรางและรอกในการปิดเปิด หากแต่การเลื่อนเพื่อเปิดหน้าต่างนั้นก็มีข้อด้อยเช่นกัน เพราะจะเปิดได้เพียงครึ่งเดียวของความกว้างทั้งหมด เนื่องจากต้องใช้พื้นที่อีกครึ่งหนึ่งในการซื้อนทับกันของบาน หน้าต่างชนิดนี้จะไม่สามารถดักลมได้เหมือนหน้าต่างบานเปิดที่ใช้บานพับแบบวิทโก้ค่ะ แต่หากอยู่ในจุดที่เป็นทางลม ก็จะรับลมได้มาก เนื่องจากบานหน้าต่างจะกว้างกว่าแบบอื่น ๆ

สำหรับวัสดุที่นำมาทำ หน้าต่างบานเลื่อน นั้น ก็มีหลายประเภทด้วยกันค่ะ สามารถทำได้ทั้งไม้ อลูมิเนียม และบานกระจก หากแต่ถ้าเป็นบานไม้จะเสียค่าใช้จ่ายมากอยู่สักหน่อย เนื่องจากมีวิธีการทำที่ยุ่งยากกว่าน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูรายละเอียดที่น่าสนใจของหน้าต่างบานกระทุ้งกันค่ะ :)




วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หน้าต่าง-บานเปิด

หน้าต่าง นั้นคือส่วนประกอบของตัวบ้าน ที่ใช้เป็นช่องแสง ช่องลม ช่วยระบายอากาศเข้า-ออก ภายในตัวบ้านน่ะนะคะ

ส่วนประกอบของหน้าต่างนั้น จะแบ่งออกได้เป็นสองส่วนค่ะ นั่นก็คือในส่วนของวงกบกรอบหน้าต่างและในส่วนของลูกฟัก ซึ่งก็จะมีรูปแบบและวัสดุที่ใช้ทำให้เลือกใช้งานหลากหลายกันเลยทีเดีียว และแต่ละแบบก็มีข้อด้อยแตกต่างกัน เราลองมาดูรายละเอียดของหน้าต่างชนิดต่าง ๆ ด้วยกันนะคะ

หน้าต่างแบบแรกที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ ก็คือ หน้าต่างบานเปิด ค่ะ

หน้าต่างชนิดนี้ประกอบด้วยวงกบหน้าต่างและตัวบาน ซึ่งจะสามารถเปิดและปิดได้ทางเดียว โดยใช้บานพับเป็นตัวช่วย ซึ่งชนิดของบานพับก็มีผลต่อการเปิด-ปิดของหน้าต่างเช่นกัน โดยบานพับที่มีการใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่สองประเภทด้วยกัน ก็คือ บานพับแบบธรรมดา และบานพับแบบวิทโก้

หน้าต่างบานเปิดที่ใช้บานพับธรรมดานั้น มีทั้งแบบบานเดี่ยว และบานคู่ค่ะ โดยการติดตั้งบานพับ จะอยู่ด้านใดด้าานหนึ่งของขอบด้านข้างหน้าต่าง และจะสามารถเปิดหน้าต่างได้กว้างถึง 180 องศาเลยทีเดียว แต่เวลาเปิดนั้นก็จะต้องอาศัยขอสับช่วยยึดไว้ เพื่อไม่ให้บานหน้าต่างไหวไปตามแรงลมที่พัดผ่านน่ะนะคะ

สำหรับหน้าต่างบานเปิดที่ใช้บานพับแบบวิทโก้ จะเป็นหน้าต่างที่เปิด-ปิดไปในทางเดียวกันค่ะ และมักจะเป็นหน้าต่างบานเดี่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ละบาน จะมีบานพับอู่ทั้งด้านล่างและด้านบน และจะเปิด-ปิดได้ไม่กว้างนัก ข้อดีก็คือไม่ต้องใช้ขอสับเพื่อช่วยให้บานต้านแรงลมไ้ด้น่ะนะคะ เนื่องจากตัวบานพับเองมีความฝืดที่ช่วยป้องกันแรงลมตีบานหน้าต่างอยู่แล้ว

ข้อดีของหน้าต่างบานเปิดก็คือ เป็นหน้าต่างที่ยอมให้แสงและลมเข้าสู่ภายในตัวบ้านได้เป็นอย่างดีค่ะ แต่ก็มีข้อด้อยเช่นกัน คือ หากติดตั้งหน้าต่างบานเปิดในจุดที่ผู้คนจำเป็นต้องเดินผ่านแล้ว ก็ค่อนข้างจะเกะกะขวางทางอยู่มาก อีกทั้งเวลาเปิด-ปิดหน้าต่างก็ต้องคอยระมัดระวังคนเดินผ่านไป-มา ดังนั้นจึงควรติดตั้งหน้าต่างชนิดนี้ให้พ้นจากระดับพื้น หรือเลือกติดในบริเวณที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูรายละเอียดของหน้าต่างชนิดบานเลื่อนกันบ้าง แล้วกลับมาพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ





ประตู

ประตู นั้น ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของตัวบ้านอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ เนื่องจากประตูก็คือส่วนที่ใช้เข้า-ออกบ้าน และห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน เป็นส่วนที่ช่วยป้องกันเสียง กันสายตา ป้องกันความเป็นส่วนตัว รวมไปถึงปกป้องทรัพย์สินและสมาชิกในบ้านจากผู้ไม่ประสงค์ดีอีกด้วย

โ่ดยปกติแล้วประตูจะประกอบด้วยส่วนประกอบ 2 ชนิดน่ะนะคะ นั่นก็คือ วงกบที่เป็นกรอบประตู และในส่วนของบานประตู ซึ่งก็จะมีรูปแบบและสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในด้านความสวยงามและการใช้งาน เราลองมาดูรายละเอียดของประตูชนิดต่าง ๆ ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันนี้ด้วยกันนะคะ

ประตูบ้านพักอาศัยโดยทั่วไปแล้วนั้น จะมีขนาด 0.90 x 2.00 เมตร ค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่เราจะใช้เป็นประตู ห้องนอนหรือห้องครัว แต่ถ้ามีขนาดเล็กลงมาหน่อย คือขนาด 0.80 x 2.00 เมตร ส่วนใหญ่เขาจะใช้เป็นประตู ห้องน้ำหรือห้องเก็บของ แต่ก็ยังมีประตูแบบอื่นๆ อีกหลายแบบให้ได้เลือกใช้กัน

แบบต่างๆ ของประตู ก็ได้แก่

1. ประตูบานเปิด มีทั้งบานเดี่ยวและบานคู่ ประตูชนิดนี้สามารถเปิด-ปิด ทางเดียว ด้วยวิธีการผลักและดึง โดยสามารถเปิดได้กว้างสุดตั้งแต่ 90 - 180 องศา น่ะนะคะ

2. ประตูบานสวิง ลักษณะของประตูบานสวิงจะคล้าย ๆ กับประตูบานเปิดค่ะ แตกต่างกันที่ บานประตูแบบนี้สามารถผลักเข้าและออกได้ทั้งสองทาง ประตูชนิดนี้มักจะใช้กรอบบานอลูมิเนียม และลูกฟักเป็นกระจก ส่วนที่กรอบบานด้านล่างและด้านบนจะมีเดือยติดอยู่กับวงกบทั้งบนและล่าง

3. ประตูบานเลื่อน ประตูชนิดนี้ เหมาะกับห้องที่มีพื้นที่จำกัดค่ะ การติดประตูชนิดนี้จะช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องเผื่อไว้สำหรับวงการเปิด-ปิดประตู เหมือนประตูสองแบบแรก ประตูจะมีลักษณะเป็นรางเลื่อนทั้งบนและล่าง โดยที่ตัวของประตูด้านล่างจะติดลูกล้อเล็กๆ ไว้สำหรับเลื่อน ส่วนกรอบประตูชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะใช้กรอบอลูมิเนียม เพราะมีน้ำหนักเบาน่ะนะคะ

4. ประตูเหล็กม้วน หรือชัตเตอร์ ประตูชนิดนี้จะพบบ่อยตามอาคารพาณิชย์ หรือตึกแถวทั่วไปค่ะ ตัวประตูมีความแข็งแรง เนื่องจากทำจากเหล็กเคลือบกัลวาวไนช์ และยังสามารถจะพ่นสีต่างๆ ได้ ตัวของประตูมีให้เลือกทั่งแบบทึบ และแบบเจาะโล่ง หรือจะส่งทำให้ทึบและโล่งอยู่ในบานเดียวกันก็ได้่

5. ประตูบานเฟี้ยม คือ ประตูอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยเปิดพื้นที่ หรือเชื่อมพื้นที่ระหว่างห้องต่อห้องภายในตัวบ้านได้เป็นอย่างดีค่ะ เนื่องจากเป็นประตูที่เปิดได้กว้างมาก ตัวบานประตูจะมีลักษณะที่พับไปพับมาเป็นทบ และแต่ละบานก็จะมีเดือยติดอยู่ที่ด้านบนและด้านล่าง ประตูบานเฟี้ยมเป็นประตูที่เปิดได้กว้างมาก มีให้เลือกใช้ ทั้งไม้และเหล็ก หรือจะนำมาทำเป็นฉากกั้นเพื่อแบ่งห้อง ก็ดูสวยงามเป็นอย่างมาก

ในตอนหน้าของบล็อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูรายละเอียดของหน้าต่างในอาคารบ้านเรือนของเรากันบ้างนะคะ :)




วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บ้านสวยหลายสไตล์ในบ้านเรา

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

เมืองไทยของเรานั้นตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นของภูมิภาคแถบเอเชียและมีสภาพอากาศที่แตกต่างกันไปแต่ละภูมิภาคน่ะนะคะ ดังนั้น บ้าน ที่เหมาะสำหรับอยู่อาศัยในแต่ละพื้นที่จึงแตกต่างกันไปบ้างตามสภาพภูมิอากาศ

ในสมัยโบราณนั้น บ้าน ที่เป็นที่นิยมปลูกสร้างกันอย่างแพร่หลาย ก็คือบ้านทรงไทยของเรานี่เองค่ะ เนื่องมาจากการสร้างบ้านในสมัยโบราณนั้น มักนิยมสร้างให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตในสมัยนั้น เช่น มีการยกพื้นสูง เพื่ออยู่อาศัยได้ในยามน้ำหลาก มีใต้ถุนเพื่อเก็บข้าวของที่จำเป็นต้องใช้ภายในบ้าน มีหลังคาลาดชันเพื่อระบายน้ำฝนได้ดี มีลานพักกลางบ้านอันกว้างขวาง เพื่อประกอบกิจกรรมในครัวเรือนร่วมกัน เป็นต้น

แต่ในปัจจุบันนี้ เมื่อโลกแคบลงด้วยการติดต่อสื่อสาร การรับเอาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ รวมไปถึงรูปแบบของการสร้างบ้านในวิถีตะวันตกหรือวิถีของชาวต่างชาติ ก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงเห็นวิวัฒนาการของรูปแบบบ้านที่เริ่มเปลี่ยนไป และมีการประยุกต์นำรูปแบบต่าง ๆ เหล่านั้นมาใช้กับบ้านไทย ๆ ของเรามากขึ้น



อย่างไรก็ดี หากจะถามว่า บ้านสไตล์ไหน แบบไหน จึงจะเหมาะกับเมืองไทยของเราที่สุด ก็เห็นจะตอบได้ยากพอสมควรค่ะ เนื่องจากแบบบ้านแต่ละหลังก็ล้วนแล้วแต่มีข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม หากจะถามว่าบ้านแบบใดที่ดีที่สุดสำหรับเรา ก็คงจะตอบได้ว่า บ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ดีที่สุด รวมไปถึงเหมาะสมกับการใช้งานและสภาพแวดล้อมของเรามากที่สุด นั่นเองน่ะนะคะ ซึ่งก็จะมีหลากหลายรูปแบบหลากหลายสไตล์ให้เลือกเช่นกัน

ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูบ้านและการตกแต่งในสไตล์ต่าง ๆ ด้วยกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ




หลังคาบ้าน : หลังคาทรงผสม

แบบ หลังคาบ้าน ที่นิยมมากที่สุดในเมืองไทย มักนิยมทั้งแบบทรงจั่วและแบบปั้นหยาค่ะ เพราะทั้งสองแบบกันแดดกันฝนได้ดี ทำง่ายไม่ยุ่งยาก แถมวัสดุก็ไม่แพงมาก ราคาอยู่ในช่วงที่เหมาะสม แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีหลังคาที่ได้รับการออกแบบให้ผสมผสานกัน ระหว่างหลังคาชนิดต่าง ๆ ให้เลือกใช้อีกด้วยน่ะนะคะ เช่น หลังคาทรงจั่วผสมกับทรงปั้นหยา หลังคาทรงแบนผสมกับหลังคาทรงเพิงหมาแหงน หลังคารูปทรงอิสระ เป็นต้น ซึ่งเมื่อนำบางส่วนของหลังคาแต่ละชนิดมาสร้างประกอบกัน ก็จะเกิดความสวยงามแปลกตาแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือช่าง,วัสดุที่นำมาใช้ และการออกแบบหลังคาเหล่านั้นด้วยค่ะ

ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนรัก เราจะมาดูความสวยงามของแบบบ้านในสไตล์ต่าง ๆ กันนะคะ แล้วกลับมาพบกับบ้านแสนสบายได้ใหม่ ในครั้งหน้าค่ะ :)



หลังคาบ้าน : หลังคาโค้ง



หลังคาโค้ง นั้น มักนิยมในบ้านสไตล์โมเดิร์น หรือโรงงานค่ะ วัสดุมุงหลังคาจะทำด้วย Metal sheet และอลูมิเนียมขึ้นรูป ซึ่งมีวิธีการทำอยู่ 2 แบบหลัก ๆ นั่นก็คือ


1. วิธีการทำโค้งสำเร็จรูปด้วยเครื่องจักร

วิธีนี้คือการนำแผ่นเมทัลชีท หรืออลูมิเนียมที่รีดแผ่นตรงตามความต้องการแล้ว ไปทำการโค้งขึ้นรูปด้วยเครื่องทำโค้ง ซึ่งจะสามารถทำโค้งได้ทั้งแบบคว่ำและแบบหงาย รวมไปถึงการทำโค้งแบบครึ่งวงกลม และโค้งที่มีงุ้มตรงปลายเหมือนแผ่นกันสาด ทั้งนี้ก็ต้องดูว่ามีการสร้างโครงสร้างหลังคาไว้หรือยัง หากมีการทำโครงสร้างหลังคาไว้แล้ว ก็ต้องทำการวัดขนาดรวมไปถึงองศาของความโค้งให้ละเอียด เพื่อให้สามารถทำการผลิตและนำมาติดตั้งได้อย่างพอดีน่ะนะคะ หรือหากยังไม่ได้ทำโครงหลังคาไว้ ก็จะมีขนาดของความโค้งให้เลือกใช้แบบสำเร็จรูปได้เลยค่ะ

2. วิธีการทำโค้งด้วยน้ำหนักของแผ่นมุงเอง

วิธีนี้ก็คือการนำเอาแผ่นเมทัลชีท หรือแผ่นอลูมิเีนียมแผ่นตรง มาทำการติดตั้งบนหลังคาโค้ง  โดยให้โค้งได้ด้วยน้ำหนักของแผ่นเอง ข้อดีก็คือช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดัดโค้งได้ และสามารถใช้ในกรณีหลังคามีความกว้างมาก ๆ

ข้อดีของ หลังคาโค้ง ที่ทำจากวัสดุประเภท เมทัลชีท หรืออลูมิเนียมขึ้นรูปนี้ ก็คือมีน้ำหนักที่เบากว่าหลังคาชนิดอื่นค่ะ อีกทั้งยังมีรอยต่อค่อนข้างน้อย จึงมักไม่พบอาการรั่วซึมของน้ำฝนในภายหลัง ซึ่งก็นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่กำลังสร้างบ้านน่ะนะคะ





ข้อมูลจาก http://www.kcmetalsheet.co.th/

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

หลังคาบ้าน : หลังคาเพิงหมาแหงน (lean to)

หลังคาเพิงหมาแหงน (lean to) คือ หลังคาที่ประุยุกต์มาสจากหลังคาทรงแบนค่ะ โดยจะยกด้านหนึ่งของหลังคาให้สูงกว่าอีกด้านหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความลาดชันเหมาะสำหรับการระบายน้ำฝน


หลังคาเพิงหมาแหงน นั้นเหมาะสำหรับบ้านหลังเล็ก ๆ ค่ะ เนื่องจากก่อสร้างได้ง่าย ประหยัด ใช้เวลาในการสร้างไม่นาน สามารถประยุกต์ใช้กับอาคารได้หลายหลาก เช่น อาคารที่พักผู้โดยสาร ออฟฟิศขนาดเล็ก แม้แต่อาคารหลังโต ๆ ในปัจจุบันนี้ก็สามารถเลือกใช้หลังคาทรงนี้ได้ โดยการสร้างเป็นแบบเพิงหมาแหงนสลับไปมา ก็จะทำให้ตัวอาคารดูสวยแปลกตาไปอีกแบบหนึ่งน่ะนะคะ



ภาพประกอบจาก build.com.au






วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

หลังคาบ้าน : หลังคาปีกผีเสื้อ (butterfly roof)

หลังคาบ้าน แบบ ปีกผีเสื้อ (butterfly roof) นั้น จะมีลักษณะคล้ายหลังคาเพิงหมาแหงนที่หันหลังชนกันค่ะ โดยจะมีรางน้ำอยู่ตรงกลางระหว่างหลังคาทั้งสองด้าน ซึ่งก็อาจจะมีปัญหาเรื่องน้ำหยด น้ำรั่วได้ เนื่องจากรางน้ำต้องรับน้ำปริมาณมากจากหลังคาทั้งสองด้าน ดังนั้นหลังคาประเภทนี้จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมในปัจจุบันนัก

ความสวยงามของ หลังคาปีกผีเสื้อ (butterfly roof) จะอยู่ที่การดีไซด์ให้ตัวหลังคาให้มีการซ้อนทับกันหลาย ๆ ชั้นค่ะ เพราะจะแลดูเหมือนผีเสื้อกำลังเล่นลม และเหมาะสำหรับบ้านหรืออาคารที่มีขนาดเล็กมากกว่าอาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากหากเป็นอาคารหลังใหญ่ ๆ แล้วจะต้องมีเสาค้ำยัน ทำให้แลดูเทอะทะมากกว่าสวยงามน่ะนะคะ




วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

หลังคาบ้าน : หลังคาทรงมะนิลา และ หลังคาหน้าจั่ว

หลังคาทรงมนิลา หรือ หลังคาหน้าจั่ว (Gable Roof) ก็คือ หลังคาที่มีสันตรงกลาง และลาดลงทั้ง 2 ข้างนั่นเองค่ะ (ลักษณะเหมือนหลังคาเพิงหมาแหงนหันหน้าชนกัน) หลังคาทรงมนิลานั้น เหมาะกับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นอย่างบ้านเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่อมีฝนตกชุก หลังคาทรงนี้ก็สามารถระบายน้ำฝนออกไปได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถป้องกันแดดให้กับตัวบ้านได้ดี เนื่องจากมีชายคายื่นออกมาคลุมทั้งสองด้าน ส่วนด้านสกัดหรือด้านแคบนั้น ชายคาจะยื่นได้ไม่มากจึงไม่นิยมทำหน้าต่างด้านนี้



หลังคาทรงหน้าจั่ว เป็นหลังคาที่ใช้กันมาค่อนข้างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันค่ะ โดยเฉพาะบ้านเรือนทรงไทย หรือทรงไทยประยุกต์ มักนิยมใช้หลังคาแบบนี้ เพราะนอกจากจะสามารถกันแดดกันฝนได้มากพอสมควรแล้ว ยังสร้างได้ง่าย ประหยัด มีความสวยงามคงทน และใช้ประโยชน์ได้สูง

วัสดุที่ใช้มุง หลังคาทรงหน้าจั่ว มีให้เลือกหลายชนิดด้วยกัน เช่น แฝก ใบจาก สังกะสี และกระเบื้องแผ่น โครงสร้างของหลังคาส่วนมากเป็นไม้ และกำหนดความลาดชันได้ตามความเหมาะสม หากเลือกกระเบื้องมุงหลังคาที่คุณภาพดี สีสวย ก็เป็นหลังคาแบบที่สามารถโชว์ความสวยงามของตัวบ้านได้เป็นอย่างดีเช่นกันนะคะ




วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

หลังคาบ้าน : หลังคาทรงปั้นหยา



หลังคาทรงปั้นหยา นั้น เป็นหลังคาที่เหมาะสำหรับภูมิอากาศแบบบ้านเราเป็นอย่างมากค่ะ ในปัจจุบันนี้หลังคาทรงปั้นหยาได้รับความนิยมในการสร้างมากกว่าหลังคาในแบบอื่น ๆ เนื่องมาจากหลังคาทรงปั้นหยา เป็นหลังคาที่แลดูสวยงาม โอ่อ่า การออกแบบได้สัดส่วน แถมยังสามารถกันแดดกันฝนให้กับตัวบ้านได้ทุกด้านอีกด้วย

ลักษณะของ หลังคาทรงปั้นหยา ส่วนใหญ่แล้วจะมีด้านที่เป็นสามเหลี่ยม 2 ด้าน และมีสี่เหลี่ยมคางหมู 2 ด้านค่ะ ซึ่งเกือบทั้งหมดจะต้องมีความลาดเอียงเดียวกัน เพื่อให้สมดุลย์กัน ตัวหลังคาเองจะมีชายคายื่นออกมากันแดดกันฝนไม่ให้มากระทบกับตัวบ้านโดยตรง และมีความลาดชัน ไหลเอียงลงสู่ผนังเท่า ๆ กัน



แต่แม้ว่าหลังคาทรงปั้นหยาจะเหมาะสำหรับบ้านในหลาย ๆ สไตล์หลาย ๆ รูปแบบ แต่ก็ค่อนข้างจะเสียเปรีียบหลังคาแบบจั่วอยู่ไม่น้อยน่ะนะคะ เนื่องจากมีราคาค่าก่อสร้างแพงกว่า และมีรอยต่อมากกว่า ดังนั้นจึงต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญ เพื่อดูแลเรื่องการมุงให้ถูกวิธี มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดปัญหาเรื่องการระบายน้ำฝนและการรั่วซึมได้

ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูรายละเอียดของหลังคาทรงมะนิลา หรือหลังคาทรงหน้าจั่ว กันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ



วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

หลังคาบ้าน : หลังคาแบน (หลังคาดาดฟ้า)

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

หลังคาบ้าน นั้นคือส่วนที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านจากสภาพภูมิอากาศต่าง ๆ ภายนอกบ้านน่ะนะคะ ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจากแสงแดดหรือความชื้นจากฝน นอกจากนี้แล้วหลังคาที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีจะช่วยป้องกันไม่ให้อุณหภูมิภายในห้องหรือพื้นที่ที่อยู่ใต้หลังคามีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิของอากาศภายนอกบ้านได้อีกด้วย

ปัจจุบันนี้รูปทรงของหลังคาที่ได้รับความนิยมในการก่อสร้างบ้านมีอยู่ด้วยกันถึง 7 แบบค่ะ และแต่ละแบบก็รายละเอียดให้เลือกใช้งานแตกต่างกันไป เราลองมาดูรายละเอียดของหลังคาแต่ละแบบกันนะคะ ว่ามีข้อดี-ข้อด้อยอย่างไรบ้าง



หลังคาชนิดแรกที่จะแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกันในวันนี้ ก็คือ หลังคา SLAB หรือ หลังคาแบน(หลังคาดาดฟ้า) ค่ะ หลังคาชนิดนี้มีลักษณะตรงกับชื่อ คือมีลักษณะแบน สามารถใช้ประ โยชน์บนหลังคาได้ เช่น ใช้เป็นที่ตากผ้า จัดสวน หรือเป็นที่พักผ่อน



ส่วนใหญ่แล้วหลังคาแบนมักใช้ปลูกสร้างในพืื้นที่ที่ไม่ค่อยจะมีฝนตกน่ะนะคะ หรือใช้กับอาคารที่มีความสูงหลาย ๆ ชั้น บ้านรูปทรงโมเดิร์นและอาคารทันสมัยทั่วไปในปัจจุบัน ข้อด้อยของหลังคาชนิดนี้ก็คือ เรามักต้องระวังการรั่วซึมค่ะ เนื่องจากการที่หลังคาแบนมีความลาดเอียงน้อย น้ำฝนจึงมักขังอยู่บนหลังคาได้ง่าย ทำให้เกิดการรั่วซึมอยู่บ่อย ๆ

ข้อด้อยอีกประการหนึ่งที่สำคัญสำหรับภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของบ้านเรา ก็คือหลังคาแบนนั้นทำด้วยคอนกรีต จึงสะสมความร้อนไว้มากกว่าหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องดินเผาและกระเบื้องทั่วไป ทำให้เกิดการคายความร้อนออกมาในช่วงที่อากาศเย็นลง คือ ช่วงเวลากลางคืน ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกร้อนอบอ้าวยาวนานกว่าการมุงหลังคาด้วยแบบอื่นน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนสบาย เราจะมาทำความรู้จักกับหลังคาชนิดอื่น ๆ กันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในตอนหน้านะคะ:)



ภาพประกอบจาก voyance-aline.me
flyfot.com



ผนังบ้าน : ผนังเบาชนิดต่าง ๆ

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

ในตอนที่แล้วของบล้อกบ้านแสนสบาย เราได้คุยกันถึงเรื่องของ ผนังบ้าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างบ้านที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ชนิดหนึ่งเลยทีเดียวน่ะนะคะ ผนังบ้านนั้นทำหน้าที่หลายประการด้วยกันค่ะ ได้แก่ เป็นส่วนที่รับน้ำหนักของตัวบ้าน,ปกป้องบ้านจากสภาพภูมิอากาศภายนอก และยังเป็นส่วนที่ใช้ในการแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านอีกด้วย

ผนังที่ใช้ในการรับน้ำหนักของตัวบ้านนั้น ส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะเลือกใช้ผนังที่ก่อด้วยอิฐถือปูนค่ะ แต่ปัจจุบันนี้ นอกจากผนังก่ออิฐถือปูนแล้ว ยังมีทางเลือกสำหรับการแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านอีกมากมาย เนื่องจากมีการพัฒนาด้านวัสดุที่นำมาทำผนัง ให้มีความสวยงาม ทนทาน เหมาะสม และยังมีน้ำหนักที่เบา ง่ายต่อการจัดทำเป็นผนังอีกด้วย

ในวันนี้บล้อกบ้านแสนสบายจะมาแนะนำวัสดุชนิดต่าง ๆ ในการทำผนังเบาที่ว่านี้กันนะคะ เรามาดูกันค่ะ ว่าวัสดุหลากหลายประเภทที่ปัจจุบันนิยมใช้ทำ ผนังเบา นั้น มีอะไรบ้าง

วัสดุชนิดแรกที่นิยมใช้ในการทำ ผนังเบา นั้น ก็คือ ไม้อัด ค่ะไม้อัดนั้น นิยมที่จะนำมาใช้ในการทำผนังภายในมากกว่าภายนอก เพราะแม้ว่าไม้อัดจะมีน้ำหนักเบา ประกอบขึ้นเป็นผนังได้ง่าย แต่ไม้อัดก็ยังไม่สามารถทนแดดทนฝนได้ดีเท่ากับไม้เนื้อแข็งธรรมดา โดยไม้อัดที่นิยมมาใช้ทำผนังเบาก็จะมีทั้งไม้อัดสัก และไม้อัดยางน่ะนะคะ

วัสดุชนิดที่สองก็คือ กระเบื้องแผ่นเรียบ ค่ะ กระเบื้องแผ่นเรียบนั้น นิยมใช้ทำผนังทั้งภายในและภายนอกอาคาร เนื่องจากทนแดดทนฝนได้ดี แต่ก็ไม่ทนแรงกระแทก นอกจากนั้นยังมีราคาถูก มีขนาดคล้ายไม้อัด คือระหว่าง 1.2-2.4 เมตร และหนาระหว่าง 4-8 มิลลิเมตร

วัสดุชนิดที่สามก็คือ เซลโลกรีต วัสดุประเภทนี้ ผลิตจากใยไม้ผสมน้ำยาเคมีและซีเมนต์น่ะนะคะ มีความหนาตั้งแต่ 0.5 ถึง 3 นิ้ว ขนาดกว้าง 1-2 เมตร สามารถใช้เป็นผนังได้ทั้งภายในและภายนอก

วัสดุที่นิยมใช้ทำผนังเบาชนิดสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในวันนี้ ก็คือ ยิปซัมบอร์ด ค่ะ ยิปซัมบอร์ดเป็นวัสดุแผ่นเรียบที่มีแร่ยิปซัม กระดาษเหนียว แลเคลือบน้ำยาทั้งสองด้าน เป็นส่วนประกอบน่ะนะคะ มีคุณสมบัติกันไฟได้ และราคาไม่สูงมากนัก



เรียบเรียงข้อมูลจาก http://baanneedee.blogspot.com/2011/11/blog-post_4984.html

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผนังบ้าน : ผนังอิฐโชว์แนว,ผนังอิฐฉาบปูน



ผนังบ้าน นั้นคือส่วนหนึ่งของโครงสร้างบ้านที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านจากสภาพอากาศต่าง ๆ รวมทั้งแบ่งพื้นที่การใช้สอยภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนค่ะ เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน ห้องนั่งเล่น เป็นต้น ผนังบ้านสามารถทำได้จากวัสดุหลากหลายประเภท เช่น ไม้ ปูน

นอกจากผนังบ้านจะทำหน้าที่อย่างที่ได้กล่าวแล้วด้านบน ผนังยังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างที่รับน้ำหนักอีกด้วย โดยเราสามารถแบ่งผนังออกได้เป็นหลายประเภท ได้แก่

ผนังรับน้ำหนักที่เป็น ผนังก่ออิฐ ผนังชนิดนี้ยังแบ่งได้อีกสองลักษณะด้วยกันน่ะนะคะ ได้แก่ผนังก่ออิฐที่เป็นการ ก่ออิฐโชว์แนว และ ผนัง ก่ออิฐฉาบปูน 


ในส่วนของ ผนังก่ออิฐโชว์แนว นั้น เป็นผนังทำขึ้นโดยการก่ออิฐเรียงกัน โดยไม่มีการฉาบปูนทับ ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการโชว์ความสวยงามเป็นธรรมชาติของตัววัสดุที่เป็นอิฐ ข้อเสียก็คือ เมื่อไม่มีการฉาบปูนกันความชื้น เมื่อเจอน้ำ เช่นน้ำฝนช่วงที่ฝนตก น้ำก็จะซึมเข้าด้านในโดยง่าย ดังนั้นหากต้องการก่ออิฐโชว์แนวเืพื่อทำเป็นผนัง ก็ไม่ควรโชว์อิฐทั้งสองข้าง ควรฉาบด้านใดด้านหนึ่งเพื่อเป็นการกันน้ำและความชื้น ข้อควรระวังอีกประการหนึ่ง คือ ไม่ควรก่อผนังอิฐโชว์แนวในบริเวณที่มีรถวิ่งผ่านเป็นประจำน่ะนะคะ เช่นโรงรถ ข้างถนน เป็นต้น เพราะแรงสั่นสะเทือนอาจทำให้อิฐโชว์แนวเกิดอาการแตกร้าว แก้ไขได้ยาก และมักจะต้องทุบผนังออกเพื่อก่อขึ้นใหม่สถานเดียวค่ะ

ส่วน ผนังก่ออิฐฉาบปูน นั้น ชื่อก็บ่งบอกกรรมวิธีการทำอยู่แล้วค่ะ คือเป็นผนังที่ใช้อิฐก่อขึ้นมา และฉาบทับด้วยปูน เพื่อความเรียบร้อยสวยงาม เราสามารถใช้ผนังชนิดนี้ทั้งภายในและภายนอกอาคารเลยน่ะนะคะ


ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนสบาย เราจะมาดูประเภทของผนังชนิดอื่น ๆ กันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ









พื้น

พื้นบ้าน ก็คือส่วนหนึ่งของ โครงสร้าง ที่รองรับน้ำหนักของการอยู่อาศัย และถ่ายเทน้ำหนักนั้นลงสู่เสาและฐานรากค่ะ วัสดุที่นำมาทำพื้นสามารถใช้ได้หลายประเภทด้วยกัน แต่ที่เป็นที่นิยมก็ได้แก่ พื้นไม้และพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก

ในส่่วนของ พื้นไม้ นั้น จะเป็นพื้นเรียบโดยวางทอดไปตลอดเพื่อรับน้ำหนัก และถ่ายลงสู่ตง เพื่อช่วยรับน้ำหนักอีกต่อหนึ่ง พื้นไม้โดยทั่วไปจนใช้ไม้เนื้อแข็งเช่น ไม้มะค่า ไม้แดง และมักจะทำเป็นพื้นไม้เข้าลิ้นในกรณีที่นำไปใช้ปูพื้นในบ้าน แต่พื้นโดยทั่วไปมักจะไม่เข้าลิ้น แต่จะต้องเป็นไม้ที่มีความคงทน ทนน้ำทนแดดได้ดีอ่ะนะคะ

พื้นอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็คือพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กค่ะ เพราะนอกจากจะมีราคาประหยัดกว่าพื้นไม้แล้ว ยังสามารถตกแต่งพื้นปูนได้หลากหลายรูปแบบ หลากหลายวิธี เช่น ปูกระเบื้องทับ ปูแกรนิต ทำหินขัด การใช้งานพื้นปูนและการดูแลรักษาค่อนข้างง่ายกว่าพื้นไม้ ไม่เสี่ยงกับ ปลวก อีกทั้งการก่อสร้างยังทำได้รวดเร็วกว่าด้วย

ในปัจจุบันนี้ได้เริ่มมีการนำแผ่นพื้นสำเร็จรูปมาใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างบ้านน่ะนะคะ แผ่นพื้นสำเร็จประเภทนี้จะทำด้วยคอนกรีตที่หล่อขึ้นให้มีขนาด กว้าง-ยาวตามต้องการ โดยผลิตมาจากโรงงาน โดยขั้นตอนในการก่อสร้างจะใช้วิธีวางแผ่นพื้นพาดบนคานตามแนวที่กำหนดโดยมีไม้ค้ำยันช่วยค้ำแผ่นพื้นจากด้านล่าง จากนั้นปูตะแกรงเหล็กเสริม และเทคอนกรีตทับหน้าอีกชั้นตามที่กำหนด  พื้นสำเร็จรูปนี้มีให้เลือกใช้ทั้งชนิดที่มีรูปร่างหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมตัน หรือกล่องคอนกรีตกลวง สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไปนั้น จะใช้พื้นสำเร็จรูปแบบสี่เหลี่ยมตันค่ะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก http://baannaifun.blogspot.com/2011/07/blog-post_9296.html





คาน

คาน นั้นเป็นโครงสร้างที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักของพื้น ผนัง ของตัวบ้าน ก่อนจะถ่ายเทน้ำหนักไปยังเสาและส่วนฐานรากในที่สุดน่ะนะคะ คานที่อยู่ส่วนล่างสุดของบ้านหรืออาคารเรียกว่า คานคอดินค่ะ ส่วนคานที่อยู่ด้านบนจะเรียกตามชั้นเช่น คานชั้น 2 คานชั้น 3 เป็นต้น

ปกติแล้วส่วนของคานนั้นจะติดอยู่กับเสาโดยขนาดของคานจะสัมพันธ์กับเสา เช่น หากเสามีระยะที่ห่างกันมาก คานก็ต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้รับน้ำหนักได้มากขึ้น ดังนั้นโครงสร้างของคานนี้จึงต้องมีความมั่นคงและแข็งแรง ถูกต้องตามหลักการคำนวนทางวิศวกรรม เพราะคานจะต้องรับน้ำหนักของตัวบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนังหรือหลังคา

โดยปกติแล้วอาคารบ้านเรือนที่มีหลายชั้น โครงสร้างของเสาและคาน ที่อยู่ชั้นล่าง จะใหญ่และแข็งแรงกว่าเสาและคานที่อยู่ชั้นบนค่ะ เนื่องจากจะต้องรับน้ำหนักมากกว่า ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ จะเป็นหน้าที่ของวิศวกรผู้ออกแบบ ที่จะต้องคำนวณ และออกแบบให้เหมาะ สม โดยการคำนวณการรับน้ำหนักต่างๆ วิศวกรจะคำนวณไล่ตั้งแต่ชั้นบนลงมาหาชั้นล่าง เพื่อจะได้ทราบว่าน้ำหนักของบ้านหรืออาคารแต่ละชั้นเป็นอย่างไร และชั้นที่อยู่ล่างถัดลงไปจะต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด เพราะจะต้องรับน้ำหนักของตัวมันเอง รวมทั้งน้ำหนักของอาคารที่อยู่เหนือขึ้นไปทั้งหมดด้วย

ปัจจุบันนี้โครงสร้างของ บ้าน มักจะเป็นโครงสร้างที่ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กน่ะนะคะ ดังนั้นโครงสร้างของคานจึงมักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยเช่นกัน แต่ก็มีคานบางชนิดที่ทำด้วยเหล็ก เช่น อาคารทีี่มีขนาดใหญ่ หรืออาคารที่โครงสร้างด้านอุตสาหกรรมนั่นองค่ะ



วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เสา

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ สมาชิกบ้านแสนสบายทุกท่าน

เสา นั้นถือเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบของ โครงสร้างบ้าน ที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักแนวดิ่งจากโครงสร้างส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักจากหลังคา ผนัง พื้น คาน แล้วถ่ายน้ำหนักเหล่านั้นลงสู่ฐานรากน่ะนะคะ

เสานั้นสามารถทำขึ้นได้ด้วยวัสดุถึง 3 ประเภทด้วยกันค่ะ และแต่ละประเภทก็สามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้โดยการอาศัยหลักการคำนวนทางวิศวกร นั่นก็คือ เสาไม้ เสาเหล็ก และเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก

ในอดีตของเมืองไทยของเรา มักนิยมที่จะใช้เสาไม้เนื่องจากเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย สามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างบ้านได้หลากหลาย ทั้งยังมีความแข็งแรงคงทนอยู่ได้หลายสิบปี หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป และมีวัสดุชนิดอื่น ๆ ให้เลือกใช้งานได้มากขึ้น เสาที่ทำขึ้นจากเหล็ก และคอนกรีตเสริมเหล็กก็เริ่มเข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อสร้างบ้านที่มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างตะวันตกและตะวันออก หรือบ้านที่ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูน ซึ่งสามารถใช้เสาเหล็กและเสาคอนกรีตเสริมเหล็กมาเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างได้อย่างลงตัว และเนื่องจากเสามีหน้าที่สำคัญในการรับน้ำหนักของบ้านดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น การวางตำแหน่งและกระบวนการหล่อ,ตั้งเสา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าวางเสาถี่เกินไปก็จะทำให้เปลืองฐานราก และยากต่อการใช้สอยพื้นที่เนื่องจากติดเสาที่มีจำนวนถี่เกินไป โดยระยะห่างของเสาที่เป็นมาตรฐานนั้น จะอยู่ที่ประมาณ 2-4 เมตรน่ะนะคะ









วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตอม่อ

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

ตอม่อ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า เสาตอม่อ นั้นเป็นส่วนประกอบอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีความสำคัญสำหรับโครงสร้างอาคารบ้านเรือนทุกหลังน่ะนะคะ หน้าที่ของตอม่อ ก็คือเป็นส่วนที่รับน้ำหนักจากเสาและตัวอาคารเหนือพื้นดิน เพื่อถ่ายเทน้ำหนักนั้นลงสู่ฐานราก และเป็นตัวปรับระดับความสูง-ต่ำของระดับพื้นบ้าน ให้ได้ตามระดับที่กำหนดในแบบก่อสร้าง



โดยทั่วไปเสาตอม่อจะจมอยู่ใต้ดินค่ะ เราลองมาดูขั้นตอนการทำเสาตอม่อกันนะคะ

1. การจะทำเสาตอม่อนั้น ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ในตอนก่อสร้างฐานรากของอาคารบ้านเรือนเลยก็ว่าได้ค่ะ โดยเราจะวางเหล็กเสริมเสาตอม่อไปพร้อมกับฐานราก และตรวจสอบให้เสาตอม่ออยู่กึ่งกลางฐานรากไม่ให้เกิดการเยื้องศูนย์

2. ทำการหาแนวสำหรับติดตั้งไม้แบบเสาตอม่อเพื่อประกอบแบบหล่อ

3. ติดตั้งแบบหล่อเสาตอม่อตามแบบก่อสร้าง และติดตั้งค้ำยัน จากนั้นหาระดับความสูงของเสาตอม่อโดยเทียบกับระดับ + 0.00 ซึ่งระดับที่ได้นี้จะเป็นระดับการเทคอนกรีตด้วย

4. เทคอนกรีตที่มีกำลังอัดตามที่แบบก่อสร้างระบุ เพื่อหล่อเสาตอม่อให้ได้ระดับที่ต้องการพร้อมกับการทำให้คอนกรีตแน่นตัวโดยใช้เครื่องสั่นคอนกรีต

5. ทิ้งไว้ให้คอนกรีตแข็งตัวประมาณ 2 วันค่ะ เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้ว ก็สามารถถอดไม้แบบออกได้ จากนั้นทำการบ่มคอนกรีตโดยจะใช้วิธีบ่มชื้นหรือใช้พลาสติกคลุมหรือใช้น้ำยาบ่มคอนกรีตก็ได้

6. เมื่อทำฐานรากและเสาตอม่อเรียบร้อยแล้ว จึงทำการถมดินฐานราก ปรับระดับ เพื่อทำการก่อสร้างคาน พื้น เสา ซึ่งเป็นโครงสร้างเหนือพื้นดินกันต่อไปน่ะนะคะ




ภาพประกอบจาก bloggang.com/viewblog.php?id=mynewhome&group=1&page=5


วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ประเภทของเสาเข็ม

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

เสาเข็ม นั้น คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างใต้ดินของอาคารบ้านเรือนที่มีความสำคัญในการช่วยรับน้ำหนักของตัวอาคารเหนือพื้นดินและถ่ายเทน้ำหนักนั้นลงสู่ดินนั่นเองค่ะ โดยเราสามารถแบ่งประเภทของเสาเข็มได้เป็น 3 ชนิดด้วยกันดังนี้

1. เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง

เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง เป็นเสาเข็มที่ใช้กันแพร่หลายสำหรับอาคารพาณิชย์ และบ้านพักอาศัยทั่วไปค่ะ มีลักษณะเป็นเสาคอนกรีตที่ทำจากปูนซีเมนต์ชนิดแข็งตัวเร็ว และโครงเหล็กภายในทำจากลวดเหล็กอัดแรงกำลังสูง กรรมวิธีที่ใช้ในการลงเสาเข็มจะเป็นการตอกกระแทกลงไปในดินโดยใช้ปั้นจั่น ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และประหยัดค่าใช้จ่าย เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง สามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีก ตามรูปร่างลักษณะของตัวเสาเข็มที่ใช้กันแพร่หลาย ได้แก่

1.1 เสาเข็มรูปตัวไอ
1.2 เสาเข็มสี่เหลี่ยมตัน
1.3 เสาเข็มหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยมชนิดกลวง
1.4 เสาเข็มรูปตัวที

ชนิดของเสาเข็มที่ใช้สำหรับรับน้ำหนักของตัวบ้านโดยทั่วไปจะเป็นเสาเข็มรูปตัวไอ ส่วนขนาด และความยาวนั้น ขึ้นอยู่กับวิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนด ส่วนเสาเข็มหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยมชนิดกลวง หรือเสาเข็มรูปตัวทีนั้นมักจะใช้กับงานโครงสร้างที่เล็กกว่า หรือต้องการรับน้ำหนักน้อยกว่า เช่น งานฐานรากของรั้ว เป็นต้น


2. เสาเข็มเจาะ

เสาเข็มเจาะ เป็นเสาเข็มอีกประเภทหนึ่งซึ่งแตกต่างกับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงในลักษณะของการใช้งานค่ะ กรรมวิธีในการทำเสาเข็มเจาะค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน และต้องทำ ณ สถานที่จริงเลย โดยใช้เครื่องมือเจาะขุดดินลงไป ให้ได้ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางและความลึกของเสาเข็มตามที่กำหนด จากนั้นจึงใส่เหล็กเสริม และเทคอนกรีตลงไปเพื่อหล่อให้เป็นเสาเข็ม การใช้เสาเข็มเจาะ จะไม่ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอันอาจเป็น อันตรายต่ออาคารข้างเคียง เพราะไม่มีการตอกกระแทกของปั้นจั่นเหมือนที่ใช้กับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง อีกทั้งยังสามารถทำให้มีขนาดใหญ่โดยมีขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางได้ ถึง 200 เซนติเมตร เพราะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดของขนาดของปั้นจั่น และน้ำหนักของตัวเสาเข็ม ขณะที่เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงนั้นโดยทั่วไปมีขนาดความกว้างของพื้นที่หน้าตัดไม่เกิน 40 เซนติเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเจาะได้ลึกกว่าความยาวของเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ดังนั้นเสาเข็มเจาะจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับอาคารสูงซึ่งต้องรับน้ำหนัก มาก และอาคารที่สร้างใกล้ชิดกันเพื่อป้องกันมิให้เกิดการสั่นสะเทือนซึ่งจะเป็นอันตรายต่ออาคารข้างเคียงได้น่ะนะคะ

3. เสาเข็มกลมแรงเหวี่ยงอัดแรง

เสาเข็มกลมแรงเหวี่ยงอัดแรงหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เสาเข็มสปัน เป็นเสาเข็มที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีการปั่นคอนกรีตในแบบหล่อ ซึ่งหมุนด้วยความเร็วสูง ทำให้เนื้อคอนกรีตมีความหนาแน่นสูงกว่าคอนกรีตที่หล่อโดยวิธีธรรมดาค่ะ จึงมีความแข็งแกร่งสูง รับน้ำหนักได้มาก เสาเข็มสปันมีลักษณะเป็นเสากลม ตรงกลางกลวง มีโครงลวดเหล็กอัดแรงฝังอยู่ในเนื้อคอนกรีตโดยรอบ การตอกเสาเข็มชนิดนี้สามารถทำได้หลายแบบ ทั้งวิธีการตอกด้วยปั้นจั่นแบบธรรมดา และวิธีการตอกด้วยระบบเจาะกด เสาเข็มสปันมีให้เลือกใช้หลายขนาด ที่พบเห็นกันมากมีตั้งแต่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-100 เซนติเมตร มีความหนาของเนื้อคอนกรีตอยู่ในช่วง 6-14 เซนติเมตร โดยมีความยาวระหว่าง 6-18 เมตร ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต ซึ่งความยาวนี้สามารถเพิ่มได้ โดยการนำเสามาเชื่อมต่อกัน เนื่องจากเสาเข็มสปันมีลักษณะกลวงจึงช่วยลดการสั่นสะเทือนเวลาตอกได้ ในกรณีที่เสาเข็มที่ใช้มีความยาวมาก ก็สามารถลดแรงดันของดินในขณะตอกโดยการเจาะนำ และลำเลียงดินขึ้นทางรูกลวงของเสา ซึ่งก็จะช่วยลดความกระทบกระเทือนที่มีต่ออาคารข้างเคียงได้มาก เสาชนิดนี้เหมาะสำหรับใช้เป็นฐานรากของอาคารสูงที่ต้องการความมั่นคงแข็งแรงสูงเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องลมแรง และการเกิดแผ่นดินไหวค่ะ




ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.novabizz.com/CDC/Process12.htm



ฐานรากของบ้าน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน อาคารบ้านเรือนทุกชนิดนั้น มักจะประกอบไปด้วยโครงสร้างสองส่วนด้วยกันนะคะ นั่นก็คือโครงสร้างส่วนที่อยู่ใต้ดินและโครงสร้างที่อยู่เหนือพื้นดิน 

โครงสร้างที่อยู่ใต้ดินนั้น หมายถึงส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ยึดเกาะตัวอาคารและรับน้ำหนักของตัวอาคารเพื่อถ่ายเทลงสู่ดิน นั่นก็คือ ในส่วนของเสาเข็มและฐานรากน่ะนะคะ ซึ่งในวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับฐานรากกันก่อนค่ะ

ฐานราก ของ บ้าน เป็นสิ่งที่ให้ความมั่นคง และแข็งแรงแก่ตัวบ้าน เป็นส่วนที่รับน้ำหนักจากตอม่อและถ่ายเทน้ำหนักนั้นสู่พื้นดิน ดังนั้นความแข็งแรงปลอดภัยของตัวบ้านจึงขึ้นอยู่กับฐานรากด้วยเป็นสำคัญ

โดยทั่วไปแล้วฐานรากจะแบ่งออกได้เป็นสองชนิดด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ 

-ฐานรากแบบแผ่ ซึ่งเป็นฐานรากแบบตื้น ๆ รับน้ำหนักได้ไม่มากนัก มักจะใช้ในกรณีที่พื้นดินมีคุณสมบัติรับน้ำหนักได้สูง


-ฐานรากแบบเข็ม ฐานรากประเภทนี้พบได้ทั่วไปค่ะ เป็นฐานรากชนิดที่มีเสาเข็มเพื่อรองรับน้ำหนักอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการทรุดตัวของดินเนื่องมาจากการรับน้ำหนักของตัวอาคาร ซึ่งหากเกิดการทรุดตัวขึ้นแล้วก็จะทำให้อาคารบ้านเรือนของเราเกิดความเสียหายจนถึงขั้นพังทลายได้น่ะนะคะ


ในตอนหน้าของบล้อกบ้านแสนสบาย เราจะมาทำความรู้จักกับประเภทของเสาเข็มกันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ


ภาพประกอบจาก pantip.com/topic/31816382







สร้างบ้านกับขั้นตอนของการลงมือก่อสร้าง ตอน หาผู้รับเหมาก่อสร้าง


สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บลอกบ้านแสนสบายทุกท่าน

หลังจากที่เราได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการ ออกแบบบ้าน และการ ยื่นขออนุญาตก่อสร้าง แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการเฟ้น หาผู้รับเหมา เพื่อที่จะมารับผิดชอบในงานก่อสร้างบ้านของเรากันแล้วล่ะค่ะ ซึ่งในขั้นตอนของการหาผู้รับเหมาที่มีความชำนาญและความซื่อตรงนั้น อาจจะเป็นขั้นตอนที่เพื่อน ๆ บล้อกหลาย ๆ ท่านหนักใจอยู่สักหน่อย เนื่องจากปัจจุบันนี้ มีผู้รับเหมาะที่มีประวัติเสียหายปะปนอยู่ในวงการก่อสร้างมากมาย จนอาจจะทำให้เราหลวมตัวว่าจ้างผู้รับเหมาที่มีประวัติไม่ดีมารับงานก่อสร้างบ้านของเราโดยไม่รู้เท่าทันก็ว่าได้


คำแนะนำสำหรับการเลือกผู้รับเหมาเพื่อมาทำการก่อสร้างบ้านของเรานั้น มีคร่าว ๆ ดังนี้ค่ะ

1. เลือกผู้รับเหมาที่มีประวัติดี โดยดูจากประวัติการทำงานและผลงานที่แล้วเสร็จ 

2. หากผู้รับเหมาเป็นผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนจำกัด, บริษัทจำกัด ฯลฯ) กับกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ผู้ว่าจ้างสามารถขอดูเอกสารที่แสดงการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้ โดยพิจารณาดูวันที่บริษัทฯ ได้ทำการก่อตั้้ง หากมากกว่า 2 ปี ความน่าเชื่อถือก็มากขึ้น

3. ควรเลือกผู้รับเหมาที่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นฐานแน่นอน และควรมีประสบการณ์ในการทำงานมาไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยสามารถดูจากโครงการหรืองานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จว่ามีที่ใดบ้าง และแล้วเสร็จมาแล้วเป็นเวลาเท่าใด

4. ควรสอบถามลูกค้าเก่า ๆ ของผู้รับเหมารายที่เราสนใจ เพื่อดูว่าผู้รับเหมารายนั้น มีผลงานเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับลูกค้าเก่าหรือไม่

5. ผู้รับเหมาที่ดีต้องมีการรับประกันผลงาน ไม่น้อยกว่า 1 ปี หลังจากทำงานเสร็จ และควรขอเอกสารเพื่อรับประกันงานด้วย

6. ควรเลือกผู้รับเหมาทีมีใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมโยธา หรือที่ทั่วไปเรียกว่า ใบ กว. เพื่อให้งานของเราออกมาถูกต้องปลอดภัยตรงตามแบบแปลนที่กำหนด 

7. ผู้รับเหมาที่มีฐานะทางการเงินมั่นคง จะช่วยการันตีความน่าเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง โดยอาจตรวจสอบถึงฐานะการเงินของทางบริษัทว่ามีความมั่นคงหรือไม่ได้ดังนี้

- ทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ
- ตรวจสอบจากร้านขายวัสดุก่อสร้างที่อยู่ใกล้เคียงกับที่ตั้งสำนักงานของผู้รับเหมา หรือร้านวัสดุก่อสร้างที่ผู้รับเหมาเปิดเครดิต,ซื้อวัสดุอยู่เป็นประจำ ว่ามีปัญหาเรื่องการจ่ายหรือชำระเงินหรือไม่

8. ผู้รับเหมาต้องมีอุปกรณ์, เครื่องมือ–เครื่องจักร ที่จำเป็นต่องานก่อสร้าง


ภาพประกอบจาก davidsonwp.com

สร้างบ้านกับขั้นตอนของการขออนุญาตก่อสร้าง


สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนสบายทุกท่าน

เมื่อเราผ่านขั้นตอนของการออกแบบซึ่งดำเนินการโดยสถาปนิกผู้มีความชำนาญเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการเตรียมการเพื่อจะลงมือก่อสร้างกันค่ะ แต่ก่อนที่จะลงมือก่อสร้างบ้าน เราก็จะต้องทำการ ขออนุญาตก่อสร้างโดยการยื่นเอกสารต่าง ๆ ที่จำเป็นที่ทางการระบุไว้เสียก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้การก่อสร้างนั้นเป็นไปโดยถูกกฎหมาย และมีความปลอดภัยทั้งผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านและผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณข้างเคียงน่ะนะคะ


ในขั้นตอนของการ ขออนุญาตก่อสร้าง นั้น ก่อนอื่น เราก็คงต้องมาดูตัวบทกฎหมายและข้อบังคับสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างอาคารบ้านเรือนกันเสียก่อน เราลองมาดูกันนะคะ ว่าการสร้างบ้านหรืออาคารขึ้นมาสักหลังนั้น จะต้องดำเนินการขออนุญาตอย่างไรบ้าง

1. ก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้าง ให้ทำการตรวจสอบว่าอาคารที่จะก่อสร้างนั้น อยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศควบคุมอาคารไว้หรือไม่ และหากอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศควบคุมอาคาร ก็ให้ตรวจสอบต่อไป ว่ามีประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่องให้ใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในท้องที่นั้นหรือเปล่า

2. เมื่อทำการตรวจสอบพบว่าอาคารหรือบ้านเรือนที่เราจะทำการก่อสร้างอยู่ในกฎข้อบังคับเรื่องการที่ต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้าง ผู้ขออนุญาตต้องกรอกข้อความในแบบฟอร์ม พร้อมแนบเอกสารและแบบแปลนประกอบการพิจารณาขออนุญาต ดังนี้

-แผนผังบริเวณ แบบแปลน รายการประกอบแบบแปลน จำนวน 5 ชุด 
- รายการคำนวณโครงสร้างอาคารจำนวน 1 ชุด
- หนังสือแสดงความเป็นตัวแทนของเจ้าของอาคาร
- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน วัตถุประสงค์และผู้มีอำนาจลงชื่อแทนนิติบุคคลผู้ขออนุญาต
- หนังสือแสดงว่าเป็นผู้จัดการหรือผู้แทนซึ่งเป็นผู้ดำเนินการกิจการของนิติบุคคล
- หนังสือแสดงความยินยอมและรับรองของผู้ออกแบบและคำนวณอาคารพร้อมทั้งสำเนาใบ อนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม
- สำเนาหรือภาพถ่ายโฉนดที่ดิน หรือ น.ส. 3 หรือ ส.ค. 1 หรือหนังสือยินยอมของเจ้าของที่ดิน
- หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน
- สำเนาหรือภาพถ่ายใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หรือวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ของผู้ควบคุมงาน
- ใบอนุญาตตั้งโรงงาน หรือใบอนุญาตขยายโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรมในกรณีต้องการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นโรงงานอุตสาหกรรม
- หนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงยินยอมให้ก่อสร้างอาคารชิดเขตที่ดินของผู้อื่น

การยื่นขออนุญาตจะต้องยื่นต่อเจ้าของพนักงาน ซึ่งการจะยื่น ณ.ที่แห่งใดนั้นให้ดำเนินการยื่นได้ตามสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้นะคะ

- ในเขตเทศบาลจะต้องยื่นต่อเจ้าพนักงานท้องที่
- ในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะต้องยื่น ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัด
- ในเขตสุขาภิบาลจะต้องยื่น ณ ที่ทำการสุขาภิบาล 
- ในเขตเมืองพัทยาจะต้องยื่น ณ ที่ทำการเขตเมืองพัทยา

ส่วนในเขตกรุงเทพมหานคร จะต้องยื่นดังนี้

• อาคารพักอาศัยหรืออาคารที่สูงไม่เกิน 4 ชั้น หรือไม่เกิน 15.00 เมตร ให้ยื่นต่อที่ทำการเขต 
• สำหรับอาคารสูงเกิน 4 ชั้นหรือเกิน 15.00 เมตร หรืออาคารพิเศษตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่กองควบคุมอาคาร สำนักโยธา กรุงเทพมหานคร

3. เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องราวการขออนุญาตแล้ว จะต้องแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ขออนุญาตทราบว่าอนุญาตให้ก่อสร้างได้หรือให้ แก้ไขเอกสารหรือแบบแปลนต่าง ๆ ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่รับคำขออนุญาต

4. ผู้ฝ่าฝืนก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องโทษปรับหนึ่งหมื่นบาทและหากฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องรับ โทษปรับอีกวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน

ซึ่งเมื่อทำการยื่นขออนุญาตและได้รับการพิจารณาอนุญาตเรียบร้อยแล้ว จึงจะถึงขั้นตอนของการเฟ้นหาผู้รับเหมาก่อสร้างและดำเนินการก่อสร้างบ้านจนแล้วเสร็จกันต่อไปน่ะนะคะ :)



ข้อมูลจาก http://www.raja.co.th/show.php?id=33